
17 มิถุนายน 2551
ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เรื่องเงินบำรุงการศึกษา เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการเบื้องต้นของการจัดทำประกาศกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเงินบำรุงการศึกษา และเห็นตรงกันในหลักการว่า ประกาศดังกล่าวจะระบุ 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 รัฐจัดสรรให้ ซึ่งทางโรงเรียนต้องไม่เรียกเก็บจากผู้เรียนอีก เนื่องจากรัฐได้จัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวไปให้แล้ว โดยจะระบุรายการไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีประมาณ 16 รายการ อาทิ ค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน คู่มือนักเรียน ค่าวารสารโรงเรียน เป็นต้น
ส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนที่จำเป็นต้องจัดเก็บเพิ่มเติมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียนสมัครใจ โดยจะมีการกำหนดเพดานการเก็บไว้ ซึ่งในส่วนนี้จะแยก ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.โครงการที่เป็นเฉพาะเจาะจงที่คนเข้าโครงการต้องมีความสมัครใจ และมีกระบวนการในการเข้า เช่น English Program (EP) และโครงการห้องเรียนพิเศษต่าง ๆ ของโรงเรียน เป็นต้น
2.การจัดการเรียนการสอนที่นอกเหนือจากที่รัฐจัดให้ตามเกณฑ์ปกติ เช่น ค่าเรียนคอมพิวเตอร์ บริการอินเทอร์เน็ต ค่าตอบแทนวิทยากรภายนอก ค่าจ้างครูที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ ค่าเรียนห้องปรับอากาศ การไปแหล่งเรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งใน 2 ประเภทนี้เมื่อโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มแล้วจะต้องนำมาอยู่ในส่วนของบัญชีเงินบำรุงการศึกษาที่ผู้ปกครองซึ่งเป็นข้าราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่ายการศึกษาของบุตรได้
3.การเสริมสร้างสวัสดิการ และสวัสดิภาพ นักเรียนเป็นการเฉพาะราย เช่น ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ตรวจสุขภาพ ค่าอาหารของนักเรียนประจำ ค่าหอพัก ค่าซักรีด เป็นต้น
ในเบื้องต้นที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการจัดทำประกาศดังกล่าว จะครอบคลุมย้อนหลังถึงปีการศึกษา 2551 ที่ผู้ปกครองบางคนได้จ่ายไปแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะทางกรมบัญชีกลางจะนำไปหารือกันอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นในระหว่างนี้ถ้าผู้ปกครองยังมีใบเสร็จรับเงินอยู่ก็ขอให้เก็บใบเสร็จไว้ก่อน ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผมจะนำข้อสรุปพร้อมบัญชีแนบท้ายที่ได้เสนอต่อคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. เพื่อเสนอนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.ศธ. พิจารณาลงนามในประกาศ ศธ.ต่อไป ดร.สมเกียรติ กล่าวและว่า ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าโรงเรียนที่จะเก็บเงินเพิ่มมีเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนชื่อดัง แต่อีกร้อยละ 91 ไม่ได้เก็บเงินเพิ่มแต่อย่างใด
ที่มา : เดลินิวส์
อ.น้อง
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (1)
แสดงความคิดเห็น