<< กลับหน้าแรก | ตั้งกระทู้ใหม่
 

การพัฒนาชนบท


ชนบทนอกจากจะเป็นที่รวมของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว  ยังเป็นแหล่งผลิตและเป็นตลาดรองรับการขยายตัวของความเจริญเติบโตในภาค เศรษฐกิจสาขาอื่น  ด้วยเหตุนี้ชนบทจึงเป็นรากฐานแห่งความเจริญและความมั่นคงของชาติ  ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชนบทจึงเป็นปัญหาที่มีผลกระทบโยงใยถึงทุกส่วนของสังคม
          การพัฒนาชนบทเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว จึงประสบอุปสรรคและข้อขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงลงได้โดยง่าย 
          ปัญหาของชนบทไทยนั้นมีมากมายหลายด้าน มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วปัญหาสำคัญที่ชนบทส่วนใหญ่มีเหมือนๆ กัน คือ ปัญหาความยากจน และความล้าหลังทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงความเสื่อมโทรมในคุณภาพชีวิตวงจรของปัญหาดังกล่าว หมุนเวียนต่อเนื่องมาเป็นเวลานานและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวชนบทไม่ สามารถพัฒนาเพื่อพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง
          ปัญหาหลักของชาวชนบทคือ  การขาดแคลนความรู้ความสามารถในเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของตน เอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรอย่างมีหลักวิชา และการปรับปรุงรักษาคุณภาพ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น ที่ดิน ในขณะที่ธรรมชาติแวดล้อมที่มีผลต่อการผลิตทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ ป่าไม้ ฯลฯ ต่างก็มีสภาพเสื่อมโทรมลงตลอดเวลา   เป็นผลให้การพัฒนาชนบทที่ผ่านมาไม่บรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากนัก

 รูปแบบการพัฒนาชนบทได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ  ในสมัยก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยนั้นเป็นชนบทโดยแท้จริง ประชาชนประกอบอาชีพการทำนาเป็นส่วนใหญ่ อาศัยแรงคนและแรงงานจากวัวควาย   ใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียวบางปีน้ำท่วม บางปีก็แห้งแล้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริหามาตรการแก้ไขปัญหา โดยให้ขุดคลอง เช่น คลองรังสิต เป็นต้น เพื่ออาศัยน้ำจากคลองขุดมาช่วยทำนาในปีที่แห้งแล้ง  
          การพัฒนาชนบทในสมัยต่อมาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว  จากการพัฒนาแหล่งน้ำโดยการขุดคลองได้วิวัฒนาการมาเป็นการพัฒนาระบบชลประทาน จากระบบเหมือง  ฝาย อ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นที่กักเก็บน้ำขนาดใหญ่ดังเช่นในสมัยนี้
          ถึงยุคปัจจุบัน ปัญหาชนบทได้เพิ่มมากขึ้น และเกี่ยวเนื่องกับปัญหาอื่นๆ มากมายที่เป็นสาเหตุ เช่น จำนวนประชากรที่เพิ่ม ทรัพยากรธรรมชาติที่ลด และความไม่สมดุลต่างๆ  จนเป็นปัญหาใหญ่ของชาติที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน  ช่วยพัฒนาชาวชนบทให้พ้นจากสภาวะความยากจน ความล้าหลังทางเศรษฐกิจ  ความเสื่อมโทรมในคุณภาพชีวิต ฯลฯ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวชนบทไม่สามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง โดยระดมกิจกรรม  โครงการ และหน่วยราชการต่างๆ เข้าไปดำเนินการ ซึ่งในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา อาจจำแนกโครงการพัฒนาดังกล่าวออกได้เป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้
          ๑. โครงการที่มีลักษณะการพัฒนาโดยยึดพื้นที่เป็นเป้าหมาย
          โครงการในลักษณะนี้พัฒนาพื้นที่เฉพาะแห่งที่มีปัญหา โดยรัฐบาลทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเท่าที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้นให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่เริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำไปจนถึงการส่งเสริมอาชีพ  การลงทุน และการตลาด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่แห่งนั้นได้รับการพัฒนาและการบริการทางเศรษฐกิจและ สังคมที่จำเป็นในทุกสาขา  อันเป็นโครงการระยะยาวในการแก้ไขปัญหาหลักของประชาชนให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์  ส่วนใหญ่ของโครงการในลักษณะนี้มักเป็นโครงการพัฒนาสมบูรณ์แบบ หรือเบ็ดเสร็จ หรือผสมผสาน ที่มีหน่วยราชการเดียวเป็นผู้รับผิดชอบโครงการทั้งหมด เช่น โครงการนิคมสร้างตนเองของกรมประชาสงเคราะห์ โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์  โครงการหมู่บ้านสมบูรณ์แบบของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท เป็นต้น  ซึ่งภายหลังได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า  หน่วยราชการที่รับผิดชอบไม่อาจมีความเชี่ยวชาญในทุกสาขาที่จะดำเนินงานพัฒนา ได้ตามเป้าหมายทั้งหมด จึงทำให้ถอนตัวออกได้โดยง่าย จึงเป็นเหตุให้ราษฎรยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มที่ ราชการจึงต้องรับภาระทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ต่อไป  ทำให้เกิดความยืดเยื้อและสิ้นเปลืองทั้งเวลา กำลังคน และงบประมาณการกระจายการพัฒนาเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงและตกอยู่แก่ประชาชน เพียงส่วนน้อยเท่านั้น
          ๒. โครงการที่มีลักษณะการพัฒนาโดยยึดตามสายงานรับผิดชอบของหน่วยงาน
          ความพยายามในลักษณะนี้ ได้แก่ การพัฒนาตามสายงานปกติของแต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ  เช่น  การส่งเสริมการเกษตร  ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริม การสหกรณ์ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์การพัฒนาปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์  การพัฒนาบริการพื้นฐานในชนบทของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท  ฯลฯ เป็นต้น โครงการลักษณะนี้มีปัญหาหลักคือการขาดหลักเกณฑ์ที่จะประสานการดำเนินงานของ หน่วยราชการต่างๆ เข้าด้วยกันให้สอดคล้องเหมาะสมตามสภาพการณ์ของพื้นที่ และตามขั้นตอนระยะเวลา
          ๓. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
          นอกจากการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังเห็นว่าชนบทนั้นมีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่อาจแก้ได้อย่างรวดเร็วทันทีทันใด เพราะปัญหาชนบทได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และบางกรณีก็จำเป็นต้องแก้ไขโดยรีบด่วน ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ใช้โครงการต่างๆ เข้าเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือปัญหาเฉพาะกรณีด้วย  เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือน้ำใต้ดิน เพื่อกระจายการบริการน้ำไปสู่นอกเขตลุ่มน้ำได้อย่างรวดเร็วทันที  การส่งเสริมกิจกรรมประเภทเสริมรายได้  เช่น  หัตถกรรม  การเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เล็ก  เช่น เป็ด ไก่ ฯลฯ และการให้ความสำคัญกับปัญหาพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจชนบทมากขึ้น เช่น การส่งเสริม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบต่างๆ เช่น ธนาคารข้าวเน้นการสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาภายในท้องถิ่น  ตลอดจนการใช้โครงการเงินผัน  และโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) เข้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นกรณีๆ ไปด้วย
          อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานพัฒนาชนบทตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นที่ผ่านมา  ก็ยังปรากฏว่ามีพื้นที่อีกเป็นอันมากซึ่งอยู่ในเขตห่างไกลคมนาคม ทุรกันดาร และเขตที่มีแววการพัฒนาต่ำไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร ทำให้เกิดความไม่สมดุลในการกระจายการบริการเศรษฐกิจและสังคมการกระจายรายได้ และความเจริญไปสู่ภูมิภาคตลอดจนการสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างทั่วถึง
          ดังนั้น  ในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๙) และฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๔) รัฐบาลจึงได้เน้นการดำเนินงานพัฒนาชนบท และกำหนด "แผนพัฒนาชนบท" ขึ้นมาเป็นแผนระดับชาติโดยเน้น  "ความสมดุล" ที่จะกระจายการบริการเศรษฐกิจและสังคมออกไปให้ทั่วถึงทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในชนบททั้งนี้ ได้มีการกำหนดแนวทาง  เป้าหมาย  และ การปฏิบัติอย่างชัดเจน  เพื่อหน่วยราชการต่างๆ โดยเฉพาะ ๖ กระทรวงหลักสำคัญ คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม  และกระทรวงพาณิชย์  จะได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันและประสานสอดคล้องกัน
[กลับหัวข้อหลัก]
    

ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นผลิตผลที่สำคัญของประเทศ     


การซ่อมสร้างถนนเพื่อพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้สะดวก     

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ
          การดำเนินการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดช  ที่เป็นโครงการต่างๆ นั้น มีเป้าหมายสุดท้ายคือความสงบสุขมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เช่นกัน  แต่มีลักษณะการดำเนินงานและกลวิธีที่อาจแตกต่างกันบ้าง  ซึ่งอาจแยกแยะแนวพระราชดำริของพระองค์ได้เป็น ๓ ลักษณะกว้างๆ ดังนี้
          ๑. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (ระยะสั้น)
          ๒. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาหลักของชาติ (ระยะยาว)
          ๓. โครงการที่มีลักษณะเป็นการศึกษาค้นคว้า ทดลอง และวิจัย เพื่อการพัฒนา

          ๑. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
          โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ประชาชนเผชิญอยู่เป็น ลำดับแรกก่อนถึงแม้ว่าอาจจะมีข้อโต้แย้งทางวิชาการว่า  มิได้เป็นการแก้ไขปัญหารากฐาน หรือปัญหาโครงสร้างในเรื่องนี้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวความคิดที่จะ ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อนดังนี้
          "...ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก...ต้องแก้ไขปวดหัวนี้ก่อน...มันไม่ได้แก้ อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน  เพื่อจะให้อยู่ในสภาพที่จะคิดได้..."
          นอกจากนั้น  ในจุดที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน  ซึ่งประชาชนไม่สามารถรอได้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ก็ทรงมีแนวพระราชดำริชัดเจนอีกว่า "เราต้องถือจิตวิทยา ต้องไปเร็วที่สุด" ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณี ๗  หมู่บ้านในพื้นที่กิ่งอำเภอเต่างอย  จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ยากจนในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ขบวนการพัฒนาของรัฐยังเข้าไปไม่ถึง เนื่องจากปัญหาด้านการจัดลำดับความสำคัญของโครงการของรัฐ  ภายหลังจากที่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาใน พื้นที่เหล่านั้นแล้ว  ปัญหาความมั่นคงที่เคยมีอยู่ก็ลดน้อยลง และหมดสิ้นไปในที่สุดนอกจากนี้  หลักจิตวิทยาและแนวทางที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชนยังเห็นได้จากกรณี ของโครงการแพทย์หลวงและแพทย์พระราชทาน ซึ่งเริ่มในพ.ศ. ๒๕๐๘ ตลอดจนโครงการธนาคารข้าวและธนาคารโค-กระบือ การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอุปโภคบริโภค และโครงการฝนหลวง เป็นต้น
          อนึ่ง  ตามแนวพระราชดำริที่ทรงถือหลักจิตวิทยาว่า  "ต้องไปเร็วที่สุด" ด้วยนั้น มิใช่แต่เป็นเรื่องโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ยังรวมถึงโครงการอื่นๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาที่จะขยายวงลุกลามต่อไปได้ง่าย ซึ่งจะ  "ต้องไปเร็วที่สุด"  เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมด้วยนอกจากนี้ ยังทรงมีหลักในการพิจารณาบางกรณีด้วยว่า  โครงการเมื่อเริ่มแรกอาจจะดูว่ามีราคาแพง  แต่ถ้ารีบทำให้เสร็จโดยเร็ว ผลประโยชน์จากโครงการนั้นก็จะได้รับเร็ว ซึ่งเมื่อวิเคราะห์คำนวณตามหลักวิชาการแล้ว ผลที่ได้รับนั้นจะคุ้มค่าในที่สุด แต่ในบางกรณี ก็ไม่อาจวิเคราะห์   ความคุ้มค่าของโครงการได้อย่างชัดเจน   ดังเช่นกรณีที่เกี่ยวกับโครงการที่ต้องใช้หลักสังคมจิตวิทยาหรือหลักรัฐ ศาสตร์เป็นปัจจัยในการตัดสินใจแทนหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งในกรณีนี้ก็จะทรงใช้วิธี "ใช้จ่ายให้เกิดผลประโยชน์แและประสิทธิภาพสูงสุด" เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการประหยัดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

          ๒. โครงการที่มีลักษณะการแก้ไขปัญหาหลัก
          โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่วนใหญ่ มีเป้าหมายมุ่งตรงต่อการแก้ไขปัญหาในชนบทแทบทั้งสิ้น  โดยเฉพาะชาวชนบทที่ยากจนอยู่ห่างไกล  ทุรกันดาร  หรืออยู่ในลำดับความสำคัญรอง  เมื่อพิจารณาในเชิงขีดความสามารถในการพัฒนาจากภาครัฐบาล การดำเนินการตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มุ่งแก้ไขปัญหาหลักใน ชนบทดังกล่าวนี้ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็คือ โครงการพัฒนาแบบผสมผสานหรือสมบูรณ์แบบหรือโครงการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ
          นับตั้งแต่แรกที่ทรงเริ่มมีพระราชดำริในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนในชนบท    โครงการพัฒนาแบบผสมผสานเป็นโครงการหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมาก  เป็นเครื่องมือสำคัญต่อสู้กับปัญหาชนบท โดยเฉพาะความยากจนทั้งนี้เพราะทรงทราบดีว่าปัญหาความยากจนในชนบทนั้น  มิใช่แก้เหตุปัจจัยใดเพียงเหตุปัจจัยเดียวแล้ว  ความยากจนหรือปัญหาต่างๆ จะหมดไปแต่ต้องแก้เหตุปัจจัยหลายๆ ด้าน ซึ่งต้องการความเชี่ยวชาญในหลายสาขาวิชาร่วมกัน
          วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการพัฒนาชนบทแบบผสมผสานนี้ คือการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของชาวชนบท  หรือการช่วยเหลือเกษตรกรยากจนให้มีการกินดีอยู่ดี ที่เรียกกันว่ามีคุณภาพแห่งชีวิต
          เหตุที่ต้องมีการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน  ก็เพราะว่าการพัฒนาชนบทนั้นไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยมุ่งที่เป้าหมายใด เป้าหมายหนึ่งแต่อย่างเดียว  เช่น  เป้าหมายเพิ่มผลิตผลเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร เป้าหมายการขจัดความยากจน เป้าหมายการเสริมสร้างการพึ่งตนเองของชุมชน ฯลฯ การพัฒนาชนบทจะสำเร็จได้ต้องมีเป้าหมายอย่างน้อยทุกประการข้างต้น  เมื่อมีเป้าหมายหลายเป้าหมายการพัฒนาชนบทจึงเป็นเรื่องของสหวิทยาการซึ่งนัก วิชาการและหน่วยราชการทุกสาขาจะต้องร่วมมือกับประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องมากที่สุด
         พระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ที่ทรงให้มีการจัด และพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ยากจนนั้น  เป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของการพัฒนาชนบทแบบผสมผสานในประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะโครงการมีความมุ่งหมายที่จะส่งเสริมให้ระดมสรรพกำลังของหน่วยราชการ หลายๆ หน่วย  เข้าไปดำเนินการร่วมกันอย่างสมัครสมานและต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาให้ชาวชนบทนั้น "พออยู่ พอกิน" ตามควรแก่อัตภาพ

          ๓. โครงการที่มีลักษณะเป็นการศึกษาค้นคว้า ทดลอง และวิจัย
          โครงการที่มีลักษณะเป็นการศึกษาค้นคว้า ทดลอง และวิจัยนี้ เป็นงานที่ทรงเริ่มอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาชนบทมาไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ทั้งที่ทรงศึกษาภายในเขตพระราชฐานและนอกเขตพระราชฐาน  โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเกษตร   ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสังคมไทยระยะยาว ความพยายามดังกล่าวนี้ เป็นการเตรียมพระองค์ในด้านข้อมูลและความรอบรู้ที่จะทรงนำไปประยุกต์แก้ไข ปัญหา และเผยแพร่แก่เกษตรกรในชนบท  รวมทั้งเป็นการแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
          การศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบทดังกล่าวนี้  ครอบคลุมทุกเรื่องที่มีความสำคัญต่อปัจจัยการผลิต เช่น น้ำ ดิน ความรู้ในเรื่องการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์  ทุน  และการตลาด นอกจากนี้ ยังเจาะลึกในรายละเอียดว่า ในแต่ละท้องถิ่นนั้นมีสภาพแวดล้อม  ความเป็นอยู่ของประชาชน  ขนบธรรมเนียมประเพณี  และวิธีการดำรงชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น การพัฒนาที่จะได้ผลสูงสุด คือ  การพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ  จึงทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้ทำการศึกษาค้นคว้า  ค้นหาปัญหาและแนวการพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพของภูมิภาคนั้นๆซึ่งศูนย์ฯ ดังกล่าวจะเป็นที่รวมของการพัฒนาต่างๆ ในทุกสาขาหลักที่จำเป็นของแต่ละภูมิภาคซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าเป็น  "สรุปผลของการพัฒนา" หรือ "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" ที่ประชาชนจะสามารถเข้าไปเรียนรู้เรื่องการพัฒนาต่างๆ  ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของตนได้ ตามความต้องการรวมทั้งยังทำหน้าที่ให้การบริการทางวิชาการแก่พื้นที่อื่นๆ ที่จะนำผลการศึกษาไปพัฒนา  เผยแพร่ต่อไปด้วย ซึ่งปัจจุบันศูนย์ฯ ดังกล่าวมีอยู่จำนวน ๖ ศูนย์ คือ
         ๑. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา
         ๒. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่จังหวัดจันทบุรี
         ๓. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
         ๔. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
         ๕. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้อยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่
         ๖. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

 

 ขอบคุณ ข้อมูลจาก sanook


ตั้งกระทู้โดย : staffbo เมื่อ 2009-12-17 17:17:38 IP : 58.8.144.xxx ผู้ชม : 8559 ผู้ตอบ : 0
ตั้งกระทู้ใหม่   เก็บไว้ใน Favorites   พิมพ์   แจ้งลบ   ส่งบทความนี้ให้เพื่อน



ตอบกระทู้
ข้อความ :
ใส่รูปแสดงอารมณ์ :
ชื่อผู้ตอบกระทู้ :
รหัสยืนยัน :
Verify Image
ถ้ารูปที่เห็นไม่ชัดเจนคลิกที่นี่
E-mail :
  *กรุณา Login ก่อนโพส หากท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก
สมัครสมาชิกฟรี เพื่อใช้เว็บเต็ม 100% ที่นี่
 


ประเด็นร้อน

เรียนต่อ ขอทุน

ผู้สนับสนุน