ตามพรลิงค์ อาณาจักรที่ถูกลืม
เนื้อหาจากหนังสือเรื่อง ตามพรลิงค์ อาณาจักรที่ถูกลืม
สมัยก่อนเชื่อกันว่า หลังจากอาณาจักรฟูนันล่มสลาย ดินแดนในคาบสมุทรอินโดจีนได้แตกแยกออกเป็นอาณาจักรต่างๆ ดังปรากฏรายชื่ออยู่ในจดหมายเหตุของหลวงจีนยาน-ฉ่างหรือพระถังซำจั๋ง เป็นต้นว่า อาณาจักรศรีเกษตร,อาณาจักรทวารวดี,อาณาจักรคามลังกา,อาณาจักรอีสานปุระ และอาณาจักรจามปา ต่อมาอีไม่นานนัก หลวงจีนอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า หลวงจีนอี้-จิง กล่าวถึงนครโฟชิ เริ่มต้นรุ่งเรืองมีอำนาจกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของ ประเทศทั้ง 10 ในท้องทะเลใต้ เมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 12 แทรกซ้อนเข้ามาอีก ได้สร้างความสับสนยุ่งเหยิงขึ้นในวงการประวัติศาสตร์ เพราะนักโบราณคดีค้นพบศิลปกรรมขอม ซึ่งเรียกกันว่า
ศิลปะสมัยทวารวดี สันนิษฐานว่า เป็นศิลปกรรมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จนเลยเถิดกันไปว่า อาจเป็นดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรกเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 2
ต่อมาเมื่อนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกเขียนหนังสือเสนอความเห็นว่าศิลปะทวารวดีเป็นศิลปกรรมของ ชนชาติมอญ โดยอ้างว่าศิลาจารึกที่พบในสมัยนั้น ล้วนแต่เป็นตัวอักษรในภาษามอญโบราณทั้งสิ้น ครั้นมีการศึกษาตรวจสอบศิลปะสมัยทวารวดีอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วพบว่า เป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นโดยลอกเลียนแบบ ศิลปะคุปตะ ซึ่งได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศอินเดียระหว่างพุทธศตวรรษที่ 8-11 ดังนั้นศิลปะสมัยทวารวดีที่พบในประเทศไทย ควรมีอายุเก่าแก่ไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 10 แต่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเมืองนครปฐมเป็นดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิ ก็ยังฝังแน่นอยู่ในจิตใจผู้คนไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ครั้นวิชาโบราณคดีเจริญแพร่หลายกว้างขวางขึ้น การสำรวจขุดค้นทางวิชาการตามแหล่ง
อารยธรรมเก่าแก่ในภูมิภาคต่างๆ พบว่า ศิลปะสมัยทวารวดีมิได้มีอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น แต่ยังทิ้งร่องรอยกระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ขึ้นไปทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และล้ำเข้าไปในประเทศเขมร ยิ่งเกิดความอลเวงเพิ่มขึ้นในวงการประวัติศาสตร์ เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองและการทหาร เพราะสังเกตุเห็นว่า อาณาจักรทวารวดีไม่เคยติดต่อทางการทูตกับประเทศใดเลย เหตุใดจึงสามารถเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมออกไปกว้างไกลเกือบทั่วคาบสมุทรอินโดจีน ประวัติศาสตร์อารยธรรมทวารวจึงยังคงเป็นภาพพร่ามัวซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดมาจนถึงปัจจุบัน
กรมศิลปกรรมได้เชิญศาสตราจารย์จอง บัวเซอร์ลิเย นักปราชญ์ทางโบราณคดีชาวฝรั่งเศสให้ช่วยศึกษาแหล่งอารยธรรมทวารวดีในแถบกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและทางภาคใต้ ท่านได้สรุปผลการศึกษาค้นคว้าไว้อย่างน่าสนใจ วัฒนธรรมอินเดียซึ่งมีอิทธิพลในสมัยนั้น หลั่งไหลเข้ามายังดินแดนอันกว้างขวาง ตั้งแต่แหลมมาลายูขึ้นไปถึงที่ราบสูงโคราช แต่พบหลักฐานหนาแน่นที่สุดในภาคกลางคือ เมืองนครปฐม,อู่ทอง(สุพรรณบุรี),ศรีมหาโพธิ์(ปราจีนบุรี) อันแสดงให้เห็นว่าหลังจาก สุวรรณภูมิ เสื่อมอิทธิพลทางการเมืองลง อาณาจักรฟูนันได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากนั้นสุวรรณภูมิก็แผ่อิทธิพลกลับเข้าไปมีอำนาจในฟูนันอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดเมื่ออาณาจักรเจนละมีอำนาจขึ้น จึงโจมตีอาณาจักรฟูนันแตกสลายไประหว่า พ.ศ. 1100 ถึง พ.ศ. 1150
ข้อสรุปอันน่าสนใจจากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าวบอกให้ทราบว่า เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อาจเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจสำคัญแห่งหนึ่งของสุวรรณภูมิ ที่เคยต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่กับอาณาจักรฟูนัน ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศกัมพูชา จนกระทั่งได้เกิดมีอาณาจักรใหม่ของชาวเขมรพื้นเมืองผสมกับชาวฟูนันที่เรียกกันว่าเขมรฝ่ายจันทรวงศ์ ก่อตั้ง อาณาจักรเจนละ หรือ อาณาจักรอีสานปุระ ขึ้นรบพุ่งปราบปรามอาณาจักรฟูนัน แล้วบุรุกเข้ามาโจมตียึดครองเมืองอู่ทองอีกครั้งหนึ่ง ดังปรากฏหลักฐานแผ่นทองแดงจารึกกล่าวว่า
พระเจ้าหรรษวรมัน ผู้เป็นราชนัดดาของ พระเจ้าอีสานวรมัน ทรงประดิษฐานศิวลึงค์ขึ้นในแถบเมืองอู่ทอง แต่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสมิได้กล่าวถึงเรื่องราวสมัยนี้ไว้ชัดเจน รากฐานวิวัฒนาการของศิลปะสมัยทวารวดีซึ่งก่อกำเนิดขึ้นร่วมสมัยจึงขาดหลักฐานรองรับและไม่ทราบที่มาของอำนาจทางการเมือง ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ศิลปะแบบคุปตะเดินทางเข้ามาสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาพัฒนาการไปสู่ศิลปะทวารวดีได้อย่างไร อาณาจักรทวารวดีทำสงครามขับไล่อำนาจอาณาจักรอีสานปุระ หรือเมื่ออาณาจักรนั้นแตกสลายไปแล้ว อาณาจักรทวารวดีกลับเป็นอิสระเพราะเหตุใด
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศจีนกับอาณาจักรต่างๆ ทางภาคใต้ เป็นต้นว่า ประเทศพาน-พาน, ประเทศหลั่ง-ยะ-สู มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียง จนกระทั่ง
นายพลหยางเจี้ยน ก่อกบฏจับพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางประหารเสียเป็นอันมาก สถาปนาตนขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุยเมื่อ พ.ศ. 1130 รบพุ่งเอาชนะฝ่ายต่างๆ ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอ๋องบุนเต้ พระองค์ได้เสด็จนำกองทัพขึ้นไปปราบพวกตุรกี ติดตามตีโต้กลับไปถึงดินแดนเอเชียกลางทั้งได้ส่งกองทัพลงมาขับไล่พวกอันหนำ(เวียดนาม) และพวกจามปาที่รบกวนดินแดนในแถบมณฑลตังเกี๋ยมาเป็นเวลานาน การทำสงครามแผ่ขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกลมาก ส่งผลกระทบต่อเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล และการเกณฑ์ทหารไม่หยุดหย่อน ตลอดจนการสร้างสาธาณูปโภคอย่างไม่จำกัด เป็นเหตุให้ประชาชนในแว่นแคว้นต่างๆ ไม่พอใจรวมตัวกันก่อกบฏขึ้น
แม่ทัพจีนผู้มีความสามารถผู้หนึ่งชื่อว่า เผยจื้อ เล็งเห็นว่า ผลประโยชน์
ทางการค้าและอภิสิทธิ์ในทางเศรษฐกิจ สามารถนำไปใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองและการทหารได้โดยวิธีทางการทูต ด้วยการเสนอผลประโยชน์จนเป็นที่พอใจของผู้นำเผ่าต่างๆอาจทำให้ฝ่ายศัตรูเกิดแตกแยกกันเองหรือไม่เต็มใจสู้รบและยอมอ่อนน้อมต่อจีน อาจช่วยลดแรงกดดันผ่อนคลายสถานการณ์ร้อนแรงลงไปได้ เขาได้นำนโยบายดังกล่าวไปทดลองใช้จนชาวตุรกีบางพวกยินยอมให้กองทัพจีนเข้าไปตั้งในจุดยุทธศาสตร์ กองทัพจีนจึงสามารถโจมตีขับไล่พวกศัตรูออกไปจากแนวพรมแดนสำเร็จ เขาได้กราบทูลพระเจ้าสุยเอี่ยงตี้ให้ทรงทดลอง
นำนโยบายทางการทูตไปใช้ในดินแดนทางภาคใต้
ศาสตร์ ยี.เอส. ลูซ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน ได้แปลเอกสารพงศาวดารจีนชื่อ
หวง-เฉียว-บุ๋น-เหียน-ทง-เค้า อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักจีนสมัยนั้นนำกุศโลบายทางการทูตมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและการทหารในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน เพื่อหยุดยั้งอาณาจักรจามปาและอาณาจักรอีสานปุระมิให้คุกคามดินแดนทางตอนใต้ของจีน โดยทางราชสำนักส่งคณะทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรแห่งหนึ่งมีชื่อว่า ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว หรือ ประเทศเชียะ-โท้ว หรือ ประเทศฉี-ตู
อันเปรียบเสมือนดังกุญแจที่ช่วยไขความลับดำมืดของประวัติศาสตร์ทวารวดีให้เริ่มคลี่คลายกระจ่างชัดขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในปีที่ 3 แห่งรัชกาลพระเจ้าสุยเอี๋ยงตี้ (พ.ศ. 1150) ทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งปัญญาชนชาวเมืองก๊กอู๋ มีนามว่า เสียง-จุ่นแหน่งผู้รักษาพระราชทรัพย์ฝ่ายทหาร เป็นหัวหน้าคณะทูต และขุนนางผู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติชื่อ เฮ่ง-กุ่น-เจ่ง เป็นอุปทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการของพระจักรพรรดิเดนิทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศชื่อ ถู-กวั่ว ท่านราชทูตเสียง-จุ่นได้จดบันทึกการเดินทางไว้ว่า
คณะทูตลงเรือสำเภาออกเดินทางเมืองน่ำไฮ่ (มณฑลกว้างตุ้ง) เมื่อวันที่ 10 (ราวเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 1150) เดินทางระหว่างลมดี (ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัด) เรือแล่นใบไปในทะเล 20 วัน 20 คืน ถึงภูเขาชื่อเจียว-ชิ (ในประเทศเวียดนาม) ผ่านเลยไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซีกตะวันตกหันไปสู่ประเทศลิน-ยี่ (จามปา) เรือแล่นต่อมาทางใต้ถึง ไซ-จื้อ-เจี๊ยะ (หินสิงห์) จากนั้นผ่านไปตามแนวเกาะใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก อีก 2-3 วันต่อมาก็มองเห็นทิวภูเขาของประเทศหลั่ง-ยะ-สูอยู่ทางทิศตะวันตก (เทือกเขาตะนาวศรี) จากนั้นเรือแล่นลงไปทางใต้ผ่านเกาะเกย-ลั่ง-เต้า(เกาะรังเป็ดรังไก่ ในเขตอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร) ก็ถึงเขตแดนของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว
ราชทูตเสียง-จุ่นเล่าต่อไปว่า
พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว ทรงโปรดให้พระราชกุมารแต่งกายเป็นพราหมณ์พร้อมด้วยขบวนเรือสำหรับเดินทะเลจำนวน 30 ลำ ออกไปคอยต้อนรับคณะทูตในกลางทะเล ด้วยการเป่าสังข์ตีกลองแสดงความยินดีและให้เกียรติต้อนรับคณะทูต ต่อจากนั้นได้ใช้โซ่ทองผูกหัวเรือพระราชสาสน์ลากจูงเข้าฝั่ง แห่เเหนไปในลำแม่น้ำเป็นเวลา 1 เดือน จึงเดินทางไปถึงเมืองหลวง ประเทศนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฟูนัน ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลจีนใต้ เราอาจเดินทางไปถึงโดยทางเรือในเวลากว่า 100 วัน (ไม่ทราบว่านับจากเมืองหลวงของระเทศจีนหรือจากเมืองกวางตุ้ง) สีของพื้นดินในเมืองหลวงเป็นสีแดง จึงได้ชื่อว่า ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว แปลว่า ประเทศดินแดง
แม้ว่าแผนที่เดินทางของคณะทูตจีนบอกเส้นทางเดินเรือซึ่งเริ่มต้นจากเมืองท่าในมณฑลกวางตุ้ง ผ่านน่านน้ำประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา เข้าสู่บริเวณอ่าวไทย เป็นเวลานานราว 20 วันเศษ จึงมองเห็นเทือกเขาตะนาวศรีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เรือแล่นต่อลงไปทางใต้จนถึงเกาะรังเป็ดรังไก่ทางตอนใต้ของจังหวัดชุมพร จึงไปถึงเขตแดนประเทศเชื่อถู-กวัว แสดงให้เห็นว่า ประเทศหลั่ง-ยะ-สู หรืออาณาจักรคามลังกาตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ดินแดนของประเทศดินแดงควรจะตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สันนิษฐานกันว่า เรือคณะทูตถูกลากจูงเข้าไปในลำแม่น้ำตาปี แห่เหนกันไปตามลำแม่น้ำอยู่เป็นเวลาถึง 1 เดือน อาจเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาเดินทางที่ยาวนาน ทำให้นักประวัติศาสตร์ตีความแตกต่างไป แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยอมรับกันว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว อาจหมายถึงศูนย์กลางตลาดการค้าใหญ่ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้ ตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนว่า เมืองเตี๋ยนซุนหรือตุนซุน อันเป็นเมืองท่าขนถ่ายสินค้าเดินบกข้ามแหลมมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ซึ่งเคยพ่ายแพ้มหาราชฟัน-จี-มันแห่งอาณาจักรฟูนันยุคแรก
ราชทูตเสียง-จุ่นได้อธิบายอาณาเขตของนครรัฐดินแดง ซึ่งติดต่อกับนครรัฐข้างเคียงไว้ว่า เขตแดนทิศตะวันออกติดต่อกับรัฐโป-โล-ล้า ทิศตะวันตกติดต่อกับรัฐโป-โล-โช้ ทิศใต้ติดต่อกับรัฐโฮ-โล-ตัน ทิศเหนือถึงทะเลใหญ่ เนื้อที่ของประเทศนี้กว้างขวางหลายพันลี้ พลเมืองเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับประเทศฟูนัน
พระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่าพระเจ้าลีฟู-โต-เส มีนามราชวงศ์ว่า จู-ถ่าน
(โคตมะวงศ์) พระองค์ไม่สนพระทัยเรื่องราวของประเทศข้างเคียงหรือประเทศที่อยู่ไกลออกไป พระราชบิดาของพระองค์ทรงสละราชสมบัติออกผนวชเพื่อประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า พระองค์จึงขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดามาได้ 14 ปีแล้ว ทรงมีพระมเหสี 3 องค์ ล้วนแต่เป็นราชธิดากษัตริย์ข้างเคียง พระองค์ประทับอยู่ที่
นครเซ่ง-จี่
เป็นครั้งแรกที่ประวัติศาสตร์จีนเปิดเผยให้ทราบอย่างเป็นทางการว่ากษัตริย์ในดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทย ทรงนับถือศาสนาพุทธแตกต่างกับกษัตริย์ในประเทศกัมพูชาที่นับถือศาสนาพราหมณ์ตลอดจนกล่าวถึงการสืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์โคตมะ อันเป็นราชวงศ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอดรับกับตำนานสุวรรณปุระวงศ์ของประเทศศรีลังกา ซึ่งอ้างถึงการเสด็จมาของเจ้าชายสุมนะ หรือ เจ้าชายสุมิตร
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิ แม้ว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันในเรื่องนี้ แต่หลักฐานความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนในยุคที่อาณาจักรอีสานปุระเรืองอำนาจอยู่ในประเทศกัมพูชาและบุกเข้ามายึดครองดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนแผ่ขยายอำนาจเข้าไปในประเทศ รวมทั้งข้อสงสัยในเรื่องอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรทวารวดี จดหมายเหตุราชทูตเสียง-จุ่น ได้บอกให้ทราบว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ปรือประเทศเชียะ-โท้วเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคม การทหาร และศิลปวัฒนธรรมของสหพันธรัฐศาสนาพุทธยังมีอธิปไตยสมบูรณ์อยู่ในทะเลใต้
เพื่อทราบถึงความหมายอันน่าสนใจของคำว่า ประเทศดินแดง อันเป็นการขนานนามบ้านเมืองของตนตามแบบชาวภารตะในประเทศอินเดียที่เรียกชื่อประเทศตนเองว่าชมพูทวีปนั้น นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจหมายถึงเมืองตมะลี หรือ เมืองกมะลี ในคัมภีร์เก่าแก่ของชาวอินเดียสมัยพุทธศตวรรษที่ 5 ต่อมาศิลาจารึกหลักที่ 24 กล่าวถึงชื่อ กรุงตามพรลิงค์ มีนักประวัติศาสตร์บางท่านพยายามให้คำอธิบายว่าหมายถึง ศิวลึงค์สีแดง ซึ่งเป็นรูปเคารพของศาสนาพราหมณ์ แต่บ้านเมืองเหล่านี้ล้วนแต่นับถือศาสนาพุทธ ชื่อประเทศดินแดงได้รับการยืนยันเมื่อนายทหารอังกฤษชื่อ พันเอกเยมส์ โลว์ พบแผ่นอิฐจารึกที่เมืองสวินเวสเลย์ รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ตรงกลางแผนจารึกนั้นทำเป็นรูปเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ มียอดฉัตร 7 ชั้น ด้านข้างจารึกตัวอักษรภาษาสันสกฤตสันนิษฐานกันว่า มีอายุเก่าแก่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 มีข้อความว่า
มหานาวิกะนามพุทธคุปต์ ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ภูมิรักตะมฤติกา ขอให้การเดินทางประสบความสำเร็จ
หลักฐานทางโบราณคดีสำคัญชิ้นนี้บอกให้ทราบว่า กัปตันเรือชื่อพุทธคุปต์ อาศัยอยู่ในประเทศดินแดง ด้วยเหตุนี้ นักโบราณคดีจึงมีความเห็นว่า ประเทศรักตะมฤติกา,ประเทศตามพรลิงค์ ,หรือประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว แปลว่า ประเทศดินแดงเหมือนกันทั้งสิ้น ดินแดนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้ อาจสืบทอดอารยธรรมลงมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิหรือประเทศกิมหลิน ต่อมาเมื่อศูนย์กลางอำนาจเคลื่อนย้ายตั้งอยู่ที่นครรัฐหลั่ง-ยะ-สู กรุงตามพรลิงค์อาจเป็นเมืองท่าเรือสำคัญของนครรัฐสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งรวมอยู่ในประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้
เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานของคำว่า ลิงคะ ในความหมายดั้งเดิมซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดคัมภีร์หนึ่ง รองลงมาจากคัมภีร์พระเวทของชาวอินเดียสมัยดึกกำบรรพ์ เรียกกันว่า
คัมภีร์สางขยะลัทธิ อ้างว่าเป็นอภิปรัชญาที่นักปราชญ์ชาวอารยันก่อนพุทธกาล มีชื่อว่า กบิลดาบส เขียนขึ้นอธิบายองค์ประกอบสำคัญของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกที่เกิดขึ้นแล้วเคลื่อนไหวหมุนเวียนเป็นวงจร โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตมีรากฐานมาจากธาตุทั้ง 5 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และวิญญาณธาตุ แต่ได้แยกแยะโครงสร้างของมวลชีวิตให้เห็นถึงคุณสมบัติสำคัญยิ่ง 3 ประการ สรุปความว่า
ปุรษ หมายถึง วิญญาณ ประการหนึ่ง
ลิงคสรีระ หมายถึง กายละเอียดหรือกายทิพย์ ประการหนึ่ง
สถุลสรีระ หมายถึง กายหยาบหรือเปลือยนอก อีกประการหนึ่ง
โครงสร้างสำคัญทั้ง 3 ประการนี้ อุปมาดังขุมคลังในกรเก็บสะสมการกระทำหรือ กรรม ของบุคคลเอาไว้ แม้ร่างกายเราจะตายไป แต่วิญญาณยังคงเกาะเกี่ยวติดแน่นเป็นส่วนควบอยู่กับลิงคลสรีระ อันเปรียบเสมือนกระเปาะเก็บงำอดีตเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวร้อยรัดให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร จนกว่าเราสามารถทำลายลิงคสรีระได้ วิญญาณจึงหลุดลอยเป็นอิสระสิ้นสุดการเวียนว่าอยู่ในกฏแห่งกรรม อิทธิพลของหลักอภิปรัชญาดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในหลักธรรมของพุทธศาสนาเพียงแต่เปลี่ยนแปลงถ้อยคำเป็นอัตรา สังขาร นิพพาน ตลอดจนเพิ่มเติมหลักการบางอย่างให้สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น ตามระบบความเชื่อในทาง
อเทวนิยมที่มีลักษณะแตกต่างอย่างตรงข้ามับศาสนาพราหมณ์ซึ่งสอนให้เชื่อถือในทาง เทวนิยม ดังนั้นคำว่า
ลิงคสรีระ จึงมีรากฐานทางภาษาว่า หมายถึง กายละเอียดหรือกายทิพย์ หรือคลังเก็บวิญญาณด้วยเหตุนี้คำว่า ตามพรลิงค์ อาจมีความหมายว่า พื้นแผ่นดินสีแดงอันเป็นแหล่งให้ชีวิตของราชวงศ์กษัตริย์ ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบเมืองกบิลพัสดุ์บริเวณเชิงภูเขาหิมาลัย เพราะตำนานเก่าแก่ของประเทศศรีลังกา มักกล่าวอ้างในทำนองนี้ตลอดมา หรือแปลว่า แผ่นดินอันเป็นทิพย์
จดหมายเหตุราชทูตเสียง-จุ่นกล่าวถึงประวัติศาสตร์อารยธรรมของอาณาจักรตามพรลิงค์ที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในสมัยนั้นต่อไปว่า
พระราชวังมีประตู3 ชั้น แต่ละชั้นห่างกันราว 100 ก้าวแต่ละประตูมีภาพเขียนเป็นรูปเทวดาเหาะ ภาพพระโพธิสัตว์และเทพอื่นๆตามประตูแขวนดอกไม้ทอง ระฆังเล็ก และมีหญิงหลายสิบคนเป็นพนักงานประโคมดนตรี ถือดอกไม้ทองคำและเครื่องประดับอื่นๆมีชาย 4 คน แต่งกายเป็นเทวดา (ชิน-กัง) เหมือนที่ยืนเฝ้าอยู่สี่ด้านของพระเจดีย์ในพุทธศาสนา ยืนเฝ้าประตูพระราชวัง แต่พวกทหารที่เฝ้าอยู่นอกประตูวัง ถืออาวุธสำหรับรบชนิดต่างๆ พวกเฝ้าประตูข้างในถือผ้าขาวยืนอยู่ตามทางเดินเก็บดอกไม้ใส่ถุงสีขาว อาคารต่างๆ ในพระราชวัง ประกอบด้วยพระที่นั่งติดต่อกันไป มีประตูอยู่แต่ทางทิศเหนือ ในท้องพระโรง พระเจ้าแผ่นดินประทับบนราชบัลลังก์ 3 ชั้น ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ แต่งพระองค์ด้วยผ้าสีกุหลาบ มีรัดเกล้าเป็นดอกไม้ทองคำ สร้อยพระศอประดับเพชรมีนางพนักงานเฝ้าทั้งซ้ายทั้งขวาข้างละ 4 คน และทหารรักษาพระองค์กว่า 100 คน
ด้านหลังราชบัลลังก์ มีแท่นบูชาทำด้วยไม้แก่นบุทองคำ บุเงินประกอบขึ้นด้วยไม้หอมถึง 5 ชนิด ด้านหลังของแท่นบูชานี้มีโคมไฟทองคำแขวนอยู่ 2 ข้าง มีกระจกเงาข้างละบาน หน้ากระจกเงาวางหม้อน้ำโลหะไว้ ข้างหน้าหม้อน้ำมีที่เผาของหอมทำด้วยทองคำ ข้างหน้าของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมีวัวทองคำนอนอยู่ ข้างหน้าวัวทองคำแขวนผ้าปักด้วยเพชรพลอยและพัดอย่างสวยงามอยู่ทั้งสองข้าง
ข้อความในเอกสารประวัติศาสตร์จีน แสดงรายละเอียดให้เห็นถึงการจัดระบบ การเมือง การปกครอง ของอาณาจักรโบราณในสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 11 ตรงกับช่วงปลายรัชกาลพระเจ้ามเหนทรวรมันกำลังแผ่ขยายอำนาจอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า อาณาจักรตามพรลิงค์มีอำนาจทางการเมือง การทหาร ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแระเทศใดในคาบสมุทรอินโดจีน และบ้านเมืองต่างๆ ในประเทศไทยยังคงเป็นอิสระอยู่มีความสำคัญในระดับที่ประเทศจีนจำเป็นต้องส่งคณะทูตเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีก่อน ราชทูตเสียง-จุ่น ได้เล่ารายละเอียดในด้านสังคมอย่างน่าสนใจว่า
เป็นธรรมเนียมของคนทุกคนในประเทศนี้ ทั้งหญิงชายเจาะรูที่แผ่นหูและตัดผม ทุกคนนิยมทาตัวด้วยน้ำมันหอม โดยทั่วไปคนนับถือบูชาพระพุทธเจ้า แต่ก็ให้ความเคารพแก่พวกพราหมณ์เป็นอย่างมาก ผู้หญิงมังเกล้าผมไว้แค่ต้นคอ ทั้งหญิงทั้งชายนุ่งด้วยผ้าสีแดง และสีเรียบๆแม้ครอบครัวชั้นสูงจะมีอิสระเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ แต่จะมีล็อกเกตตาบทองใช้ต่อเมื่อได้รับราชานุญาติ ในการจัดพิธีแต่งงาน เขาจะเลือกหาวันที่เป็นมงคลวันหนึ่งในระยะ 5 วันก่อนแต่งงาน ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะมีการจัดงานเลี้ยงดูญาติมิตร ผู้เป็นบิดาจะจับมือเจ้าสาวส่งให้แก่ผู้เป็นเขยของเขาในวันแต่งงาน ในวันที่ 7 พิธีต่างๆ จึงจบลง คู่บ่าวสาวก็เป็นสามีภรรยากันตามประเพณี ภายหลังการแต่งงานมีการแบ่งทรัพย์สมบัติให้แก่ครอบครัวใหม่ไปสร้างบ้านแยกครอบครัวออกไป ยกเว้นบุตรคนสุดท้อง จะต้องอยู่กับบิดามารดา เมื่อบิดามารดาหรือญาติพี่น้องถึงแก่กรรม ลูกหลานก็จะโกนศีรษะ นุ่งผ้าขาว เขาสร้างโรงขนาดเล็กทำด้วยลำไม้ไผ่ มีเพดานกองไม้ฟืนไว้ที่ศพ จุดของหอม ประดังธงทิว เป่าสังข์ ตีกลอง แล้วจุดไฟที่กองฟืน ภายหลังจึงกวาดกองไฟลงในน้ำ ทั้งคนชั้นสูงและคนธรรมดาเผาศพด้วยวิธีนี้ แต่การปลงศพพระเจ้าแผ่นดิน พระอัฐิที่เหลือจากกองไฟจะนำไปรักษาไว้ในโกศทองทำ อีกส่วนหนึ่งบรรจุไว้ในวัดแห่งหนึ่ง
ส่วนพิธีการทางการทูตเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ และการจัดเลี้ยงรับรอง
คณะทูตของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ราชทูตเสียง-จุ่น ได้จดบันทึกรายละเอียดถึงพิธีการต้อนรับอย่างมโหฬารในสมัยนั้นไว้ว่า
พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว ได้ส่งพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งนา-ยะ-เกีย มารับ
คณะราชทูตด้วยพิธีอันเอิกเกริก ในขั้นต้อนพระองค์ส่งพนักงานนำถาดทองคำบรรจุดอกไม้หอม กระจกเงา คีมทองคำ หม้อน้ำมันหอม 2 หม้อ น้ำหอมอี 8 หม้อ ผ้าขาว 4 ผืน เพื่อให้ราชทูตอาบน้ำและแต่งกายใหม่เพื่อเข้าเฝ้าฯ ในเวลาบ่ายวันเดียวกัน ท่านนา-ยะ-เกียส่งช้างมา 2 เชือก เชือกหนึ่งมีผ้าคาดเพดานประดับขนนกยูง อีกเชื่อกหนึ่งมีพานมีลวดลายเป็นดอกไม้ทองสำหรับอัญเชิญพระราชสาสน์ มีหนักงานหญิงชาย 100 คน เป่าสังข์ ตีกลอง และมีพราหมณ์ 2 ท่านเดินนำหน้านำคณะทูตเข้าไปยังพระราชวัง เพื่อถวายพระราชสาสน์ในที่ออกขุนนาง ซึ่งมีบรรดาขุนนางน้อยใหญ่นั่งอยู่กับพื้น เมื่อราชทูตอ่านพระราชสาสน์จบแล้ว มีผู้มาเชิญให้ราชทูตและคณะนั่งลง ดนตรีประโคมครั้นดนตรีบรรเลงจบแล้ว เสร็จสิ้นพิธีการถวายพระราชสาสน์ ราชทูตและคณะกลับที่พักรับรอง
ราชทูตเสียง-จุ่น เล่าถึงพิธีการเลี้ยงรับรองคณะทูต ซึ่งพราหมณ์ประจำราชสำนักจัดขึ้นโดย
เป็นทางการไว้ว่า
พราหมณ์หลายคนได้จัดอาหารเลี้ยงคณะทูต โดยเอาใบไม้มาเย็บติดกันเป็นรูปกระทงขนา
ใหญ่ กว้างถึงกระทงละ 10 ฟุต สำหรับใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร หัวหน้าพราหมณ์ร้องกล่าวเชิญคณะทูตด้วยความยกย่องว่า ท่านขุนนางของประเทศที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าพวกเราจะมิได้เป็นขุนนางของประเทศชื่อ-ถู-กวั่วก็ตาม แต่ใคร่ขอเชิญให้ท่านร่วมรับประทานอาหารอันต่ำต้อยที่พวกเราได้จัดมาเพื่อเป็นเกียรติ และแสดงความยินดีในกรต้อนรับประเทศที่ยิ่งใหญ่ของท่าน
ส่วนพิธีการเลี้ยงรับรองทางการทูตอย่างเป็นทางการนั้น ราชสำนักชื่อ-ถู-กวั่ว ได้จัดขึ้นภาย
หลังการเลี้ยงรับรองของคณะพราหมณ์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
อีกสามวันต่อมา คณะทูตได้รับเชิญไปในพระราชพิธีเลี้ยงต้อนรับคณะทูตด้วยพิธีการเอิกเกริก
มีขบวนแห่เหนเหมือนกับการเข้าเฝ้าฯในครั้งแรก ประกอบด้วยกองทหารเกียรติยศเดินนำหน้าเข้าไปในบริเวณที่ประทับสถานที่จัดเลี้ยงสร้างเป็นยกพื้นขึ้น 2 ที่ บนยกพื้นนั้นมีกระทงทำด้วยใบไม้เป็นจำนวนมาก แต่ละกระทงกว้างยาวถึง 15 ฟุต ประกอบด้วยอาหารต่างๆ จำนวนมาก เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อปลา เนื้อเต่าทะเล เนื้อเต่าน้ำจืด รวมแล้วตั้ง 100 ชนิด ส่วนประเภทขนมมีสีต่างๆ 4 สี คือ สีเหลือง สีขาว สีม่วง และสีแดง พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว รับสั่งให้ราชทูตขึ้นไปนั่งบนที่ยกพื้นสูงซึ่งจัดไว้สำหรับร่วมเสวยพระกระยาหารร่วมกับพระองค์ส่วนพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่นั่งกันบนพื้น แต่ละคนมีขันทองคำประจำตัวไว้สำหรับดื่มสุรา พนักงานหญิงคอยบรรเลงดนตรีขับ
กล่อมอยู่โดยรอบจนเสร็จสิ้นพิธีการ
ราชทูตเสียง-จุ่น ได้จดบันทึกถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ในครั้งนั้นไว้ต่อไปว่า
พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว ทรงโปรดแต่งตั้งให้ท่านนา-ยะ-เกียเป็นหัวหน้าคณะทูต เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสุยเป็นการตอบแทน โดยเดินทางไปพร้อมคณะทูตจีนในตอนขากลับ อัญเชิญพระราชสาสน์จารึกในแผ่นทองคำบรรจุกล่องทองคำ และเครื่องราชบรรณาการประกอบด้วย มงกุฎทองคำทำเป็นรูปดอกชบา การบูร สิ่งของพื้นเมืองอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อได้เวลา พวกพราหมณ์ถือดอกไม้ เป่าสังข์ ตีกลอง แห่เหนพระราชสาสน์ไปส่งลงเรือ ขบวนเรือคณะทูตเดินทางออกสู่ทะเลใหญ่ แล่นใบไปในท้องทะเลประมาณ 10 วันก็ถึงภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศลิน-ยี่(เวียดนาม) อันประกอบด้วยทิวภูเขาสูง ราชทูตมองเห็นฝูงปลามีสีเขียวเหมือนใบไม้บินไปเหนือน้ำฝูงหนึ่ง เรือแล่นเลียบชายฝั่งขึ้นไปทางทิศเหนือ เดินทางไปถึงเมืองเกียวจี่ในฤดูใบไม้ผลิเป็นปีที่6 แห่งราชกาล ท่านนา-ยะ-เกีย ได้เข้าเฝ้าฯพระจักรพรรดิ พระองค์ยินดีให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทรงพระราชทานสิ่งของกว่า 200 ชนิด เป็นการตอบแทนแก่ท่านราชทูตและคณะ พร้อมทั้งพระราชทานตำแหน่งเข้าเฝ้าฯ ได้ทุกโอกาสให้แก่ท่านนา-ยะ-เกีย
หลักฐานความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งสำคัญและเก่าแก่ถึงสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 11 อันเป็นช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์ระหว่างสมัยสุวรรณภูมิตอนปลายกับสมัยทวารดีตอนต้น ถูกมองข้ามและขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ชาติไทย ชื่อเสียงที่เคยโด่งดังลือลั่นอยู่อยู่ในพงศาวดารจีนว่า ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว หรืออาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งแปลว่า ประเทศดินแดง ถูกลบไปจนหายไปจากประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ อาจเกิดจากอิทธิพลของข้อเขียนซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ กล่าวถึงชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีนสมัยนั้นว่า
อาณาจักฟูนันได้สูญสิ้นไป กลายเป็นอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งในตอนแรกยังรวมตัวกันอยู่ในที่
ราบลุ่มทะเลสาบสูงโคราชและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตอนกลาง อันเป็นการกระทบกระเทือนต่ออาณาจักรทวารวดีในขณะนั้น ซึ่งพวกมอญยังคงรักษาสถานะทางการเมืองของตนไว้ได้เฉพาะในบริเวณปากแม่น้ำพม่าและในบริเวณปากแม่น้ำพม่าและในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนเหนือเท่านั้น
นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ ยังได้แสดงความเห็นชี้นำต่อไปว่า
ประเทศที่รับเอาอารยธรรมอินเดียนั้น จารึกต่างๆ ที่เคยอาศัยเป็นพื้นฐานข้อมูลส่วนใหญ่ของศตวรรษก่อนๆ ตกมาในระยะนี้แทบจะไม่มีจารึกแบบเดียวกันนั้นอยู่เลย และผลงานทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายจีนซึ่งเป็นขุมข่าวสารอีกประเภทหนึ่ง ในยุคหลักศตวรรษที่ 18 ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์เท่าที่เคยใช้มาในยุคก่อนหน้านั้น...
ท่านจึงกล่าวสรุปประวัติศาสตร์ประเทศสยามไว้ว่า
ชาวไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือสามารถสลัดแยกจากการครอบงำของเขมร แล้วสถาปนาราชอาณาจักรไทยอิสระขึ้นเป็นแห่งแรกที่กรุงสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหง ราชโอรสองค์ที่ 3 และเป็นรัชทายาทองค์ที่ 2 ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงเป็นผู้ทำให้รัฐใหม่นี้เจริญถึงจุดสุดยอดแห่งอำนาจ.
ในยุคนี้เองคือ ในพ.ศ. 1825 กรุงสุโขทัยได้มีความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกกับประเทศจีน เราไม่ทราบว่าพระบรมราชโองการของจักรพรรดิ เมื่อ พ.ศ. 1842 ที่มีไปยังกษัตริย์แห่งเสียม(สยาม) นี้จะได้ผลหรือไม่....
ความเห็นของนักประวัติศาสตร์ต่างชาติข้างต้นได้สรุปตีความเหมารวมในลักษณะซุกซ่อนปกปิดข้อเท็จจริงทางวิชาการไว้อย่างแนบเนียนจนสามารถสร้างความเชื่อขึ้นอย่างมั่นคงว่าชนชาติสยาม และ ชนชาติไทย เป็นชนเผ่าพันธุ์เดียวกันที่เริ่มต้นสร้างประวัติศาสตร์ของตนขึ้นทางภาคเหนือเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พร้อมทั้งพยายามอธิบายให้ชาวโลกเชื่อว่า อาณาจักรฟูนัน หมายถึงอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองเหนือดินแดนในประเทศไทยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ก่อนหน้านั้นประวัติศาสตร์จีนมิได้เอ่ยถึงชื่อของ ราชอาณาจักรสยาม หรือ ชนชาติสยาม ไว้เลย ชนเผ่าเร่ร่อนดังกล่าวนี้ เพิ่งปรากฏโฉมหน้าขึ้นในแหลมอินโดจีน แย่งชิงดินแดนของชนชาติมอญและชนชาติเขมร สถาปนาราชอาณาจักรไทยสืบลงมาจนถึงปัจจุบัน
ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม และนักประวัติศาสตร์ไทยอีกหลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นรวบยอดดังกล่าว พยายามให้ความสำคัญต่อหลักฐานทางโบราณคดีทางภาคใต้ ตลอดจนเอกสารประวัติศาสตร์จีน ตำนานพงศาวดารลังกา จดหมายเหตุนักเดินเรือชาวอาหรับ พอข้อมูลใหม่หลายประการเกี่ยวกับยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขี้นในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 11 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาศึกษาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้ว่า หมายถึงอาณาจักรตามพรลิงค์โบราณ ที่ยังคงมีอำนาจทางการเมืองการทหารอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้ อาณาจักรศาสนาพุทธแห่งนี้มิได้พ่ายแพ้หรือถูกยึดครองจากกองทัพเกรียงไกลของพระเจ้าอีสานวรมันแห่งอาณาจักรกัมพูชาแต่อย่างใด ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนอยู่ในจดหมายเหตุของราชทูตเสียง-จุ่นดังกล่าวมาแล้ว
นอกจากนั้น ยังอ้างถึงจดหมายเหตุของภิกษุนักจากริกจีน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า
หลวงจีนอี้-จิง ซึ่งเคยเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในประเทศอินเดียโดยทางเรือทั้งขาไปและขากลับผ่านทะเลจีนใต้ระหว่าง พ.ศ. 1214 ถึง พ.ศ. 1236 ท่านได้เดินทางไปยังแคว้นสมทัตหรือบังกลาเทศ เหมือนกับเมื่อครั้งหลวงจีนยวน-ฉ่าง หรือ พระถังซำจั๋งเคยไปเยือนเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ท่านจดบันทึกถึงดินแดนสุวรรณภูมิไว้ว่า
ดินแดนทางตะวันออกของมหาวิทยาลัยนาลันทาไกลออกไป 500 โยชน์ เรียกว่า ปัจระประเทศฝ่ายตะวันออก ณ ที่สุดถึงเทือกภูเขาดำใหญ่ซึ่งอาจเป็นพรมแดนฝ่ายใต้ของตะรุฟัน(ประเทศทิเบต) กล่าวกันว่าเทือกเขานี้(ภูเขาหิมาลัย) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลจก(มณฑลเสฉวน) เราอาจเดินทางไปถึงภูเขานี้ได้ในเวลากว่า 1 เดือน ทางใต้จากนี้ไป มีบ้านเมืองจดทะเลเรียกว่า ประเทศซิด-หลี-ซ่า-ต้า-ล้อ (อาณาจักรศรีเกษตร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศพม่า) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศนี้เป็นประเทศหลั่ง-เจีย-สู(อาณาจักรคามลังกา) ต่อมาทางตะวันออกคือ ประเทศตู-โห-โป-ติ (อาณาจักรทวารวดี) ต่อไปทางตะวันออกในที่สุดถึงประเทศลิน-ยี่ (อาณาจักรจามปา ในประเทศเวียดนาม) พลเมืองของประเทศเหล่านี้นับถือพระรัตนตรัยอย่างดี...
ข้อความในบันทึกของหลวงจีนอี้-จิงมีข้อสังเกตุที่แตกต่างไปจากจดหมายเหตุของหลวงจีนยวน-ฉ่างคือ อาณาจักรอีสานปุระได้ขาดหายไปโดยไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุที่แน่ชัด นอกจากปรากฏข้อความในพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ถังกล่าวไว้แต่เพียงว่า อาณาจักรอีสานปุระได้แตกแยกออกเป็น 2แคว้น เรียกว่า แคว้นเจนละน้ำ อันเป็นหลักฐานยืนยันว่า อาณาจักรกัมพูชาได้แตกสลายไปอย่างลึกลับโดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ภายหลังจากประเทศจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างมั่นคงกับอาณาจักรตามพรลิงค์ เมื่อ พ.ศ. 1150 อาณาจักรจามปาถูกกองทัพจีนโจมตีและบังคับให้อยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองของประเทศจีน ส่วนอาณาจักรศรีเกษตรคงมีอำนาจอยู่เฉพาะในดินแดนทางภาคเหนือของประเทศพม่า พื้นที่ปากแม่น้ำอิรวดีตามชายฝั่งทะเลทางตอนใต้มีหลักฐานว่า ชนชาติมอญตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ทั่วไป แต่ไม่ปรากฏร่องรอยอะไรที่แสดงให้เห็นว่าชนชาติมอญมีอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันบนคาบสมุทรอินโดจีนประมาณ พ.ศ. 1181 เพราะหนังสือ ตำนานพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงการจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นในดินแดนประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า
ศุภมัสดุ พุทธศักราช 306 ปีกุน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงกษัตริย์เมืองตักกะสิลามหานคร ทรงพระนามพระยาสักรดำมหาราชาธิราชทรงอานุภาพมหิทธิฤทธิ์เลิศล้ำกว่ากษัตริย์ทั้งหลาย....มีพระราชโองการสั่งแก่อดีตพราหมณ์ปุโรหิตว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนสิ้นพระพุทธศาสนา ให้ตั้งจุลศักราชไว้สำหรับกรุงกษัตริย์สืบไปเมื่อหน้า จึงให้ตั้ง ณ วันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 1 ค่ำ จุลศักราชปีชวด เอกศก เมื่อมหาสงกรานต์ไปแล้ว จึงให้ยกขึ้นเป็นจุลศักราชวันเดือนปีใหม่
พระองค์ให้ตั้งพระราชกำหนดจุลศักราชแล้ว พระองค์สวรรคตในปีนี้ เสวยราชสมบัติ 72 ปี จุลศักราชศก 1
พระราชประวัติของพระยาสักรดำมหาราชาธิราช ผู้ประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นในสมัยศิลาจารึก แต่หนังสือตำนานพงศาวดารเหนือเพิ่งเขียนขึ้นในชั้นหลัง นักประวัติศาสตร์สมัยเก่าคือพระยาประชากิจกรจักร์(แช่ม บุนนาค) ได้พยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ และอธิบายขยายความไว้ว่าศักราช ปี เดือน ในตำนานต่าง ๆมักผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันมากเพราะสังเกตเห็นว่า ต้นฉบับตำนาน เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นในชั้นหลัง แต่ได้คำนวณศักราชถอยหลังไป ทั้งวิธีการคิดคำนวณ วัน เดือน ในรอบปี ของ ชาวไทยเหนือ หรือ ลาว และ ชาวไทยใหญ่ หรือ เงี้ยว ใช้วิธีการนับอย่างจีน ทิเบต เป็นต้นว่า เดือน 5 ของภาคกลาง พวกไทยใหญ่หรือเงี้ยว นับเป็นเดือน 6 แต่ในมณฑลพายัพ นับเป็นเดือน 8 จึงไม่ตรงกัน
ท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำว่า ศักราช อาจแปลความหมายได้เป็น 2 นัย คือ แปลว่า พระราชาของชาวศักกะ อย่างหนึ่ง แต่หากคำว่า ศก หมายถึงปี ก็อาจแปลว่า การนับปีที่พระเจ้าแผ่นดินดำรงราชย์ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีแบบอย่างเป็นประเพณีอยู่หลายประการตามวัฒนธรรมอินเดียว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของพระราชาธิราชผู้มีชื่อเสียงในอดีต ทรงแผ่กฤษฏาภินิหารไปทั่วทวีป แล้วประกาศตั้งปีศักราชนั้นไว้เป็นอนุสาณ์ เช่น
กาลียุคศักราช, วิกรมาทิตย์ศักราช,มหาศักราช เป็นต้น นอกจากนั้นวันดับขันธ์ของศาสดาสำคัญทางศาสนา บรรดาสาวกมักประกาศจัดตั้งปีศักราชไว้เป็นที่ระลึกถึง เช่น มหาวิระศักราช,พุทธศักราช แต่มีวิธีการคำนวณโดยยึดถือกาลียุคศักราชเป็นบรรทัดฐาน คือ พุทธศักราช ตั้งขึ้นในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมื่อกาลียุคศักราชล่วงลงมาแล้วได้ 2559 ปี ต่อมาปี มหาศักราช กษัตริย์อินเดียประกาศตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราชล่วงหน้าได้ 621 ปี ภายหลังพระยาสักรดำมหาราชาธิราชทรงประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นมหาศักราชล่วงหน้ามาได้ 560 ปี ตรงกับปีพุทธศักราช 1181
นักประวัติศาสตร์ผู้พยายามค้นหาความจริงในตำนานพงศาวดารโยนกท่านนี้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความที่กล่าวว่า ศุภมัสดุ พุทธศักราช 306 ปีกุน พระยาสักรดำมหาราชาธิราชทรงทำพิธีตัดหรือลบศักราชแล้วประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นใหม่นั้น เป็นวิธีการเขียนตำนานแบบโบราณเพื่อร่นเวลาขึ้นไปให้ทันสมัยพุทธกาลและพัวพันอยู่กับเรื่องพุทธพยากรณ์ว่าบ้านเมืองของตนพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับ หรือทำนายไว้ว่าต่อไปจะเจริญรุ่งเรือง เป็นแหล่งประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน แต่ใช้วิธีการคำนวณผิดหลักเกณฑ์ทั้งระบบสุริยคติและระบบจันทรคติ เพราะการ นับ วัน เดือน ปี ของประเทศอินเดียกับประเทศจีนแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าในปี พ.ศ. 1181 นั้น พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเดชาอานุภาพยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ได้ประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นในดินแดนแหลมอินโดจีนแน่นอนเพราะว่าประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ เป็นต้นว่า พม่า มอญ เขมร ลาว ไทย ต่างนิยมใช้ปีจุลศักราชสืบต่อมาจากปีมหาศักราช จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในปัจจุบันจุลศักราชยังคงนิยมใช้กันอยู่ในวงการโหราศาสตร์เรียกว่าศักราชโหรา
แม้ว่าตำนานพงศาวดารไทยเหนือบางฉบับอ้างว่า พระยาสักรดำมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์พม่าผู้ครอบครองอาณาจักรพุกาม แต่เดิมอุปสมบทได้รับสมณศักดิ์เป็น สังฆราชบุพโสรหันลาเพศบรรพชิตออกมาชิงราชสมบัติ เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 19 แห่งราชวงศ์สมุทรฤทธิ์ เป็นผู้ประกาศตั้งจุลศักราชขึ้นเพื่อพุทธกาลล่วงมาได้ 1182 วัสสา กาลียุคศักราชล่วงได้ 3739 ปี ตำนานพงศาวดารเชียงแสนกล่าวว่า พุทธกาลล่วงได้ 622 พรรษา พระยาตรีจักขุ กรุงพุกามลบพุทธศักราช 622 เสีย ตั้งศักราชใหม่มาได้ 559 ปี จึงพระยาอนุรุทธรรมิกราชลบศักราชตรีจักขุ 559 เสีย ตั้งจุลศักราชใหม่ในปีกุนเป็นเอกศกนั้น นอกจากผู้แต่งตำนานใช้เกณฑ์ศักราชผิดแล้ว ยังทำให้เรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยนั้นหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้ว่า เป็นชนชาติมอญหรือชนชาติพม่าหรือเป็นชนชาติใดกันแน่ เพราะขัดแย้งกับข้อความเรื่องเดียวกัน แต่ต่างเวลาเพียง 10 ปี กษัตริย์ผู้ทรงเดชาอานุภาพยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่ง ทรงจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นในดินแดนภาคกลางของประเทศไทย แผ่ขยายกว้างไกลถึงตอนใต้ของประเทศจีน ดังมีข้อความว่า
เมื่อพระพุทธศักราช 1002 ปี จุลศักราช 10 ปี ระกา สัมฤทธิศก พระยากาฬวรรณดิศราช ราชบุตรของพระยากกากะพัตร ได้เสวยราชสมบัติเมืองตักกะสิลามหานคร จึงให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ แล้วพระยากาฬวรรณดิศราชให้พระยาทั้งหลายไปตั้งเมืองอยู่ทุกแห่งและขุนนางขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี เมืองสัตนาหะ เมืออเส เมืองโกสัมพี
..
ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้ศึกษาตรวจสอบตำนานพงศารวดารเหนือ ให้ความเห็นว่า พระยาสักรดำมหาราชาธิราชกับพระยากากะพัตรนั้น เป็นกษัตริย์องค์เดียวกัน แต่ตัวเลขในพงศาวดารเหนืออาจคัดลอกกันมาเลอะเลือน พยายามร่นเวลาขึ้นไปหาพุทธกาลจนเกินไป เอาแน่นอนไม่ได้ ส่วนตัวเลขจุลศักราชลงรอยกับปีนักษัตร เรื่องราวสมัยพระยากาฬวรรณดิศราชสร้างเมืองละโว้ขึ้นตรงกับ พ.ศ. 1191 พบร่องรอยทางด้านโบราณคดีหลายประการที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี ส่วนรายชื่อเมืองสัตนาหะ สันนิษฐานว่าหมายถึง เมืองหลวงพระบางหรือเมืองชวาเมืองอเส อาจตั้งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา เมืองโกสัมพี เชื่อกันว่าหมายถึงเมืองแสนหวีในรัฐฉาน ประเทศพม่า เมืองทวารบุรียังค้นหาไม่พบ นอกจากนั้นตำนานพงศาวดารเหนือยังกล่าวถึงการจัดระเบียบสังคมและบูรณาการบ้านเมืองต่อไปว่า
จนพุทธศักราช ล่วงได้ 1015 พรรษา จุลศักราช 17 ปีมะโรงสัปตศก พระยากาฬวรรณดิศราชกลับขึ้นไปทำนุบำรุงเมืองนาเคทรแล้วกลับลงมาเมืองสวางคบุรี จึงอาราธนาพระรากขวัญกับพระบรมธาตุกับข้อพระกรของพระพุทธเจ้าที่บรรจุไว้ในพระเจดีย์แต่ครั้งพระอานนท์และพระอนุรุทธเถรเจ้ากับพระยาศรีธรรมโศกราชท่านชุมนุมกันบรรจุไว้แต่ครั้งก่อนนั้น ลงมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์เมืองละโว้ สิ้น 2 ปี พระองค์สวรรคต
เรื่องราวดังกล่าวนี้เป็นประวัติศาสตร์การบูรณาการเมืองโยนกเชียงแสนขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 1198 ภายหลังจากถูกกองทัพกัมพูชายึดครองอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมากระแสน้ำพัดบ้านเมืองจมหายไปในแม่น้ำโขง พวกขอมเมืองโพธิสารหลวงถูกตีโต้ถอยกลับไป พระยากาฬวรรณดิศราชจึงขึ้นไปสร้างบ้านเมือง แต่ตั้งให้
ปู่เจ้าลาวจก เป็นกษัตริย์ปกครอง อันเป็นพระราชประวัติของกษัตริย์อาณาจักรล้านนาไทยสมัยต่อมา หลักฐานอันสับสนแต่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับชนชาวพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย ตลอดจนชาวพื้นเมืองในประเทศลาว มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดภายใต้ศิลปวัฒนธรรมเดียวกันมาช้านาน ผสมผสานถ่ายเทความสมานฉันท์ในฐานะบ้านพี่เมืองน้องกันมาอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าแตกต่างกันในด้านเผ่าพันธุ์ก็ตาม แต่การสืบสวนค้นหาอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรทวารวดีเพื่อทราบถึงอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า อาจเกิดจากการจัดระเบียบสังคมใหม่ในสมัยพระยาสักรดำมหาราชาธิราชและพระยากาฬวรรณดิศราช เมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 อันเป็นศิลปวัฒนธรรมใหม่ แสดงออกถึงการนับการนับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน และการสร้างศิลปกรรมโดยลอกเลียนแบบศิลปะสมัยคุปตะที่รุ่งเรืองอยู่ในประเทศอินเดียเรียกกันว่า ศิลปะทวารวดี นั้นเป็นของชนชาติมอญหรือชนชาติใด
ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้ศึกษาจารึกภาษาสันสกฤต ตัวอักษรปัลลวะที่ฐานพระพุทธรูปศิลาปางประทานพร ศิลปะสมัยทวารวดีพบที่วัดมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี มีข้อความว่า
นายก อารชวะ ผู้เป็นอธิบดีแห่งเมืองตงคุระ ทรงเป็นราชโอรสของพระราชาแห่งนครศามพูกะ ได้สร้างรูปพระมุนีองค์นี้
ท่านได้ตั้งข้อสังเกตุและชี้ให้เห็นถึงถ้อยคำอันน่าสนใจของคำว่านายก และอธิบดี ที่ฐาน
พระพุทธรูปองค์นั้น พร้อมกับอธิบายให้ทราบว่า เป็นตำแหน่งทางการเมืองการปกครองของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว
ซึ่งราชทูตเสียง-จุ่น เขียนไว้ในจดหมายเหตุเมื่อ พ.ศ. 1150 ที่เรียกว่านา-ยะ-เกีย กับ โป-ติ อันหมายถึง
ตำแหน่งรัชทายาทของอาณาจักรตามพรลิงค์ ประการหนึ่ง ตำแหน่งเจ้าเมือง ผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ อีกประการ
หนึ่ง ส่วนคำว่า โป-ติ อันหมายถึง ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานประจำเมืองต่างๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรมการเมือง ประการหนึ่งแปลว่า ผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ในบ้านเมือง อีกประการหนึ่ง แม้ว่า นายกอารชวะ ผู้มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง เมืองตงคุระ อาจมีฐานะเพียงหัวเมืองขนาดเล็ก แต่จารึกดังกล่าวได้บอกให้ทราบถึงการจัดรูปแบบการเมืองการปกครองในภาคกลางของประเทศไทย เหมือนกับบ้านเมืองในคาบสมุทรทางภาคใต้ และเป็นรัฐที่นับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลานั้นอิทธิพลทางการเมืองของอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งเป็นรัฐที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ได้หมดสิ้นไปจากสิ้นไปจากบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีนแล้ว
กระแสการเมืองการปกครองและคลื่นวัฒนธรรมแบบใหม่ ได้หลั่งไหลเข้าไปมีอิทธิพลอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งรู้จักในนาม ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี โดยมีศูนย์กลางความเคลื่อนไหวอยู่ที่เมืองลพบุรีและเมืองสวางบุรี แล้วแผ่ขยายถ่ายเทระบบการเมืองการปกครองและศิลปวัฒนธรรมใหม่ขึ้นไปทางเหนือถึงเมืองแสนหวี ในแคว้นสิบสองปันนาเมืองหลวงพระบาง ในประเทศลาว ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนานพงศาวดารเหนือ ซึ่งมีลักษณะขัดแย้งกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในดินแดนประเทศไทย ล้วนบ่งบอกให้สันนิษฐานว่าอิทธิพลคลื่นวัฒนธรรมใหม่ อันปรากฏรูปธรรมอยู่ใน ศิลปะทวารวดี คือ การนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานหรือลัทธิเถรวาท แสดงออกทางรูปเคารพของพระพุทธรูป ตลอดจน ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม โดยลอกเลียนแบบมาจากศิลปะสมัยคุปตะ ที่รุ่งเรืองแพร่หลายอยู่ในประเทศอินเดียยุคนั้น
นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี ผู้มีความรอบรู้เรื่องราวในอดีตของดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ ยังได้ร่วมกับศาสตราจารย์จอง บัวเซอร์ลิเย เดินทางไปศึกษาแหล่งอารยธรรมเก่าแก่บริเวณควนสราญรมย์หลังสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตาปีตอนล่าง ชี้ให้เห็นถึงศิลปโบราณวัตถุสกุลช่างทวารวดีทางภาคใต้ ที่มีลักษณะแตกต่างกับศิลปะสกุลช่างทวารวดีทางภาคใต้ ที่มีลักษณะแตกต่างกับศิลปะสกุลช่างทวารวดีในภาคกลางหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขุดค้นใต้ดินเพื่อศึกษารากฐานโบราณสถานเก่าแก่บริเวณนั้นพบว่า ระบบการเรียงอิฐ แบบการก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม ขนาดของอิฐที่ใช้ ตลอดจนลวดลายปูนปั้น คล้ายคลึงกับโบราณสถานสมัยทวารวดีทางภาคกลางแตกต่างกันแต่เพียงแผ่นอิฐที่ทำขึ้นในภาคใต้ไม่ผสมแกลบเหมือนในภาคกลางเท่านั้น ท่านจึงสรุปความเห็นยืนยันว่า ในดินแดนทักษิณรัฐได้สร้างสรรค์โบราณสถาน โบราณวัตถุ แบบเดียวกับศิลปกรรมสมัยทวารวดีทางภาคกลางแน่นอน แต่ถ้าไม่พิจารณาให้รอบคอบอาจสำคัญผิดว่าเป็นศิลปะสกุลช่างศรีวิชัย
น. ณ ปากน้ำ นักโบราณคดีผู้มีผลงานทางวิชาการมากมาย นอกจากเป็นผู้เสนอข้อมูลใหม่ อธิบายให้ทราบว่า การสร้างพระพุทธรูปซึ่งแต่เดิมเชื่อกันว่าทำขึ้นในแคว้นคันธารราฐตั้งแต่พระเจ้ามิลินท์นั้น บัดนี้เป็นที่ยุติกันแล้วว่า การสร้างพระพุทธรูปเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้ากนิษกะเป็นปฐมแล้ว ท่านยังได้เดินทางไปศึกษาศิลปอินเดีย ถ่ายภาพศิลปะสมัยคุปตะในพิพิธภัณฑ์ของประเทศนั้นไว้ทุกชิ้น และพยายามสืบสานงานค้นคว้าศิลปกรรมทางภาคใต้ เสนอบทความเรื่องศิลปกรรมเก่าแก่ที่สุราษฎร์ธานี ไว้ว่า
ศิลปะแบบคุปตะของชาวอินเดียระหว่างพุทธศตวรรษที่ 9-11 ได้เผยแพร่เข้ามารุ่งเรืองอยู่ในดินแดนภาคใต้ ชาวพื้นเมืองในแถบนั้นนำวัสดุในท้องถิ่นมาประติมากรรมเป็นเทวรูปพระวิษณุ พระพุทธรูป ลวดลายเครื่องประดับ สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า พยายามลอกเลียนศิลปะอินเดียสมัยนั้นได้อย่างใกล้เคียง ทั้งพัฒนาฝีมือกันอย่างต่อเนื่องสืบสานกันไปไม่ขาดสาย แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมสำคัญของศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นที่ตั้งของ เมืองพาน -พาน หรือ เมืองหลั่ง-ยะ-สู ที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุจีนสมัยพุทธศตวรรษที่ 11 ศิลปกรรมเก่าแก่เหล่านั้นสร้างขึ้นจากฝีมือของช่างชาวแหลมทอง มิใช่นำมาจากอินเดีย มีลักษณะคล้ายคลึงกับศิลปะสมัยทวารวดีในภาคกลาง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ เขียนหนังสือ ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย กล่าวถึงศิลปกรรมในคาบสมุทรภาคใต้ดังกล่าวว่าศิลปะสกุลช่างก่อนสมัยศรีวิชัย หลักฐานในด้านโบราณคดีอันน่าพิศวงเหล่านี้ ยังได้แพร่หลายเข้าไปทางภาคใต้ของประเทศเขมร จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มเทวรูปโบราณเรียกว่า
ศิลปะแบบพนมดา แต่ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ไม่ทรงเห็นชอบด้วย เสนอความเห็นเกี่ยวกับกลุ่มประติมากรรมประเภทเทวรูปโบราณที่พบในประเทศไทยไว้ว่า
เทวรูปโบราณส่วนใหญ่ค้นพบทางภาคใต้และภาคตะวันอออกของประเทศไทย เทวรูปที่นุ่งผ้ายาวเหล่านี้ อาจแบ่งออกเป็น 2 หมวดคือ หมวดหนึ่งคาดผ้าเฉียง อีกหมวดหนึ่ง คาดผ้าตรง หมวดแรกคงมีอายุเก่าแก่ เพราะมีลักษณะคล้ายกับเทวรูปในประเทศอินเดีย ส่วนมากค้นพบทางภาคใต้ ส่วนหมวดหลังก็ค้นพบอีกหลายรูปและมีวิวัฒนาการให้ปราจีนบุรี เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เมืองตรีเทพนี้ ทั้งศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธคงเจริญขึ้นพร้อมกัน
ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาโบราณคดีหลายท่าน ได้ชี้ให้เห็นถึงแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ทางภาคใต้ เป็นบ่อเกิดการสร้างสรรค์เทวรูปพระวิษณุโบราณและศิลปกรรมลอกเลียนแบบมาจากศิลปะสมัยคุปตะในประเทศอินเดีย อันเป็นรากฐานในการสร้างประติมากรรมของศิลปะทวารวดีที่ยังไม่สามารถค้นหาที่มาของอำนาจทางการเมืองได้ ศาสตร์จารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศดิศกุล เขียนหนังสือประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ กล่าวถึงอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนแหลมมลายูมีชื่อว่ารัฐลังกาสุกะ ซึ่งจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์เหลียงเคยส่งทูตเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีระหว่าง พ.ศ. 1045 ถึง พ.ศ. 1099 บอกว่า ประเทศนี้ตั้งมาแล้วกว่า400 ปี จึงสันนิษฐานกันว่า รัฐลังกาสุกะ อาจเริ่มก่อตั้งขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 6 ตรงกับสมัยสุวรรณภูมิ เชื่อกันว่า
รัฐลังกาสุกะ คือ ประเทศหลั่ง-ยะ-สูหรือ ประเทศหลั่ง-เจีย-สู-เจีย ที่ปรากฏชื่ออยู่ในจดหมายเหตุของ
หลวงจีนยวน-ฉ่างและหลวงจีนอี้-จิง ตลอดจนภาพวาดรูปราชทูตของประเทศหลั่ง-ยะ-สู เมื่อครั้งเดินทางไปเจริญทางไมตรี จิตรกรประจำราชสำนักได้วาดไว้ และเขียนประวัติย่อของประเทศนี้ไว้ข้างภาพบอกว่า
หลั่ง-เจีย-สู เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล มีอาณาเขตด้านยาวจากเหนือลงใต้ระยะทางเดินไม่เกิน 20 วัน
แผนที่การเดินเรือของราชทูตเสียง-จุ่น เมื่อ พ.ศ. 1150 บอกให้ทราบเพิ่มเติมว่า ประเทศหลั่ง-ยะ-สู มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ประเทศสองตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของคาบสมุทรประเทศหลั่ง-ยะ-สู ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว บ้านเมืองเหล่านี้ หลวงจีนอี้-จิง เรียกว่า
ประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ มีความชำนาญในการเดินเรือ เคยเดินทางไปถึงเมืองกวางตุ้งก่อนชาติอื่นใด มีความสัมพันธ์ทางการทูตการค้ากับประเทศจีนตลอดมา จึงสันนิษฐานกันว่า ดินแดนในแถบคอคอดกระอันเป็นเส้นทางเดินบกข้ามแหลม เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางอำนาจเก่าแก่ เพื่อควบคุมสายคมนาคมทางทะเล แต่อาจเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายเมืองหลวงไปตามความเหมาะสมจดหมายเหตุจีนจึงจดบันทึกว่า กิมหลิน บ้าง พาน-พาน บ้าง
หลั่ง-ยะ-สู บ้าง ชื่อ-ถู-กวั่ว
ประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ หมายความรวมถึงบ้านเมืองทั้งหลายที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลในคาบสมุทรทางภาคใต้ ทั้งชายฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งทะเลตะวันตก อาจแผ่ขยายอำนาจขึ้นไปในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำอิรวดีทางตอนใต้ของประเทศพม่า จึงเกิดความสำคัญผิดคิดว่า ประเทศหลั่ง-ยะ-สู เป็นอาณาจักรมอญ จนกระทั่งพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง เป็นภาพวาดการแต่งกายของราชทูตประเทศสยามทั้งชายและหญิงที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนในรัชการจักรพรรดิเฉิน-หลงแห่งราชวงศ์ชิง เมื่อ พ.ศ. 2305 ตรงกับสมัยปลายอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ จักรพรรดิจีนทรงมีรับสั่งให้จิตรกรประจำราชสำนักชื่อ เชียะ-สุย เขียนภาพเหมือนไว้พร้อมทั้งจารึกประวัติย่อของประเทศสยามทั้งภาษาแมนจูและภาษาจีนคล้ายกับเมื่อครั้งจิตรกรประจำราชสำนักเหลียงเคยเขียนภาพราชทูตของประเทศหลั่ง-ยะ-สู ไว้เมื่อปลายพุทธศตรวรรษที่ 10 หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น ได้เปิดเผยโฉมหน้าเป็นข้อมูลอธิบายความเคลื่อนไหววิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องและยาวนานของประเทศสยาม ไว้ว่า
ประเทศเสียม-หลอ-กั่ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของแจ้นเฉิน(เวียดนาม) ในสมัยราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง เรียกชื่อประเทศนี้ว่า ชื่อ-ถู-กวั่ว(ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เชียะโท้ว)แปลว่า ประเทศที่มีพื้นดินเป็นสีแดง....
ข้อความอันแจ่มชัดซึ่งเอกสารประวัติศาสตร์จีนเขียนไว้อย่างมั่นคงไม่เพียงแต่ส่งผลสะเทือนไปถึงข้อเขียนของศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เรื่อง ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน ที่ด่วนสรุปว่า สยาม
หมายถึง พวกไทยในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง เป็นหน่วยชาติวงศ์หน่วยใหม่ที่ปรากฏขึ้นในแหลมอินโดจีน การเข้ามาอยู่ในอินโดจีนของพวกไทย เป็นการแทรกซึมเข้ามาอย่างช้าๆ โดยเริ่มมานานแล้วในอดีต ที่ได้มีการเคลื่อนย้ายประชากรจากเหนือลงใต้ ซึ่งสอดรับกับนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่งชื่อว่า ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟีโน เขียนประวัติศาสตร์ประเทศสยามอย่างผิดๆ สนับสนุนความคิดเพื่อนร่วมชาติของตนว่า
การมุ่งหน้าลงมาทางใต้ของชาวไทยคล้ายการไหลบ่าของน้ำเพราะคนเชื้อชาติเด่นพิเศษนี้เคลื่อนที่ไปอย่างแนบเนียนอ่อนตัวประดุจน้ำบ่า อยู่ใต้ฟ้าใดก็เข้ากับสีของฟ้านั้น เข้าไปฝั่งใดก็ปรับรูปเข้ากับฝั่งน้ำนั้นแต่ในประการภายใต้ผิวหน้าอันหลากหลายก็ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ประจำชาติและภาษาของตนไว้ได้ จึงแผ่ซ่านออกไปประดุจผ้าผืนใหญ่ซึ่งคลี่คลุมจีนตอนใต้
ประวัติศาสตร์อารยธรรมตามพรลิงค์ อาณาจักรที่ถูกลืมและมองข้ามไป จนกระทั่งชาวต่างชาติเขียนเรื่องราวแพร่ไปทั่วโลกว่าชนชาติสยาม คือ ชนชาติไทลาว ซึ่งอพยพหลั่งไหลจากเหนือลงใต้ เพิ่งก่อตั้งประเทศของตนขึ้นเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และฝังลึกอยู่ในความเชื่อเช่นนั้นมาเป็นเวลาช้านาน บัดนี้ ได้ถูกลบล้างลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยข้อพิสูจน์ทั้งในหลักฐานหลายประการสนับสนุนให้เห็นว่า ชนชาติสยาม คือ ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ได้ก่อกำเนิดขึ้นในดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ตรงบริเวณคอคอดกระ เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและบ่อเกิดอารยธรรมใหม่ที่แพร่หลายมาจากประเทศอินเดีย สมัยราชวงศ์คุปตะ ทั้งยังเป็นชนชาติที่มีอำนาจทางทะเล สามารถควบคุมเส้นทางการค้า การเดินเรือในมหาสมุทรมาก่อน พ.ศ. 1150 จากข้อความในเอกสารประวัติศาสตร์จีนบอกให้ทราบว่า ชนชาติสยามในคาบสมุทรภาคใต้ได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นไปสร้างเครือข่ายบนคาบสมุทรดินโดจีน โดยมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังปรากฏข้อความอีกตอนหนึ่งว่า
ต่อมาประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ได้แบ่งออกเป็น 2 รัฐ รัฐหนึ่งเรียกว่า หลัน-ฮู่(ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า หลอ-ฮก) ส่วนอีกรัฐหนึ่งเรียกว่าฉ้วน(ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เสียมหรือเสียน)
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า หลัว-ฮู่ หรือ หลอ ฮก ในภาษาจีนนั้นหมายถึงคำว่า ฉ้วน หรือ เสียม เพราะจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์หงวนจดบันทึกไว้เมื่อครั้งราชทูตหอ-เจา-จี่ เดินทางมายังกรุงสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1838 ระบุว่า อาณาจักรสุโขทัยคือ ประเทศสยาม แต่ข้อความเหตุจีนเกือบทั้งหมดยืนยันมั่นคงไม่เคยเปลี่ยแปลงว่าแต่เดินประเทศสยามมีรากฐานก่อกำเนิดมาจากประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ดังมีตัวอย่างอีกตอนหนึ่ง สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้บ้านเมืองต่อสู้ขับไล่กองทัพพม่าที่ยึดครองประเทศไทยออกไปได้แล้วพระองค์พยายามติดต่อทางการทูตกับประเทศจีน เพื่อให้ราชสำนักจีนรับรองว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ถูกต้องชอบธรรมของประเทศไทย โดยส่งคณะทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาสน์ไปถวายจักรพรรดิเฉิน-หลง เมื่อ พ.ศ. 2311 พระองค์รับสั่งให้เจ้ากรมพิธีการทูตตรวจสอบเรื่องราวของประเทศสยาม เจ้ากรมพิธีการทูตกราบทูตฯรายงานว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ตรวจดูเรื่อง เสียม-หลัว-กวั่ว ดูแล้ว เห็นมีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งสมัย
ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง สมัยโน้นเรียกว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ด้วยครั้งพระเจ้าสุยทางเต้ พระเจ้าสุยเอี๋ยงตี้ ขึ้นครองราชสมบัติ ปีอิดทิ้ว ขุนนางสุนถังจู๊ชื่อ เสียง-จุ่น ได้จดความไว้ว่า ชื่อ-ถู-กวั่ว-อ๋อง นับถือศาสนาพุทธ คาดคะเนว่า พระเจ้าแผ่นดินแซ่เดียวกับพระพุทธเจ้าชาวเสียง-หลัว-กวั่ว เป็นชนชาติเดียวกับชาวฮู-หลำ(อาณาจักรฟูนัน) ประเทศนี้ตั้งอยู่ริมทะเลทางทิศใต้...
เรื่องราวการติดต่อทางการทูตกับประเทศจีน สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แสดงให้เห็นถึง
ความสำคัญเกี่ยวกับประเพณีทางการทูต ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งในเชิงวิเคราะห์ปัญหาประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาอำนาจทางการเมืองของประเทศและอำนาจการต่อรองเศรษฐกิจการค้าที่ไม่อาจละเลยมองข้าม เพราะสามารถนำไปวิเคราะห์ตีความศิลปโบราณวัตถุที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น โดยมีอำนาจรัฐรองรับให้สมเหตุสมผล เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว สมัยพ.ศ. 1150 กับสมัยกรุงธนบุรี ในพ.ศ. 2311 ว่ามีความแตกต่างกันเพียงใด เห็นได้จากข้อความการตอบปฏิเสธของราชสำนักจีนว่า
การที่เจิ้น-เจ้า (สมเด็จพระเจ้าตากสิน) จะให้จีนยอมรับว่า เป็นกษัตริย์และพระราชทานตร
ตำแหน่งพิเศษให้นั้น ราชสำนักจีนไม่สามารถให้ได้ เพราะมิได้เป็นไปตามประเพณีเดิมที่ถูกต้องแล้ว เจิ้น-เจ้า
สืบหาองค์รัชทายาท ช่วยพระองค์ให้กอบกู้ประเทศชาติ แล้วอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เจิ้น-เจ้ามิได้ทำเช่นนั้น
กลับคิดตั้งตนเป็นกษัตริย์เสียเอง ทางจีนจึงไม่เห็นชอบด้วยกับความไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรม นอกจากนั้นยังมี
รัฐอื่นอีก 3 รัฐ ที่ยังคงต่อสู้และต่อต้านท่านอยู่ อย่างเช่น หลู-ซื่อ-หลู่ ทั้งนี้เพราะว่าท่านมิได้เป็นองค์รัชทายาท
จดหมายเหตุของราชทูตเสียง-จุ่น ได้บรรยายให้เห็นถึงสมัยจักรพรรดิสุยเอี๋ยงตี้ทรงต้อนรับ
ท่านนา-ยะ-เกีย พระราชกุมาร หัวหน้าคณะทูตประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ด้วยความอบอุ่นสมเกียติเพียงใด พระองค์พระ
ราชทานตำแหน่งพิเศษมีสิทธิเข้าเฝ้าฯได้ทุกโอกาส ตลอดจนพระราชทานสิ่งของตอบแทนเป็นจำนวนมาก สิ่ง
เหล่านี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีอำนาจทางการเมืองอันสมบูรณ์ มีอำนาจทางการทหาร จนราชสำนักจีน
ตระหนักถึงความสำคัญ อาจเจรจาลับทางการเมืองเพื่อขอร้องประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ให้ใช้กำลังทหารกดดันอาณา
จักรกามพูชาและอาณาจักรจามปา มิให้คุกคามดินแดนทางภาคใต้ของจีน แม้ว่าไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้เพียงพอ
แต่การแสดงกฤษฎาภินิหารของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์ ในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ซึ่งปรากฏพระนาม
ในตำนานพงศาวดารเหนือว่าพระยาสักรดำมหาราชาธิราช หรือ พระยากาพัตรและพระยากาฬวรรณดิศ
ราช หรือ พระยาอนุรุทธรรมิกราช แผ่อานุภาพเข้าไปจัดระเบียบสังคมใหม่ พร้อมกับสร้างสรรค์
ศิลปะทวารวี ขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีน เป็นไปได้หรือไม่ว่า พระองค์อาจเป็นมหาราชของชนชาติสยาม จากประเทศหลั่ง-ยะ-สู และประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ที่เรียกกันว่าอาณาจักรตามพรลิงค์ ได้เข้าไปแสดงบทบาทจัดตั้งประเทศหลัว-ฮู่ขึ้นใหม่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเกิดมี อำนาจแผ่ทางการเมือง ซ่อนอยู่ภายใต้ ศิลปวัฒนธรรมทวารวี
ศาสตราจารย์หม่อง ทิน อ่อง นักประวัติศาสตร์พม่า เป็นอีกผู้หนึ่งที่ไม่เชื่อว่า อาณาจักรทวารวดีเป็นของชนชาติมอญ แต่มีความเห็นว่าอาจเป็นประวัติศาสตร์อารยธรรมของอาณาจักรหลั่ง-ยะ-สู ซึ่งมีอำนาจรุ่งเรืองอยู่ในแหลมมลายูสมัยนั้น ท่านได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า
นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนมากมักให้ความสำคัญต่อบทบาทของอินเดีย โดยคิดว่ามีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆ ในแถบนั้นจนเกินไป มักลืมไปว่าประเทศศรีลังกานั้นเคยเป็นศูนย์กลายเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเถรวาท และมีความสัมพันธ์กับดินแดนในแหลมมลายูอย่างใกล้ชิดมาตลอดประวัติศาสตร์ อาจเป็นบ่อเกิดของอาณาจักรคามลังกา แปลว่า ความสุขของชาวลังกา หรืออาณาจักรศรีวิชัย แปลว่าความรุ่งเรืองของพระราชาวิชัย ส่วนอาณาจักรสุธรรมวดีของชนชาติมอญเพิ่งก่อตั้งขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ 10 ไม่พบร่องรอยเมืองขนาดใหญ่ หรือศิลปวัตถุที่เก่าแก่ไปกว่าอาณาจักรทวารดี บริเวณเมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองราชบุรี เมืองปราจีนบุรี
นักประวัติศาสตร์พม่าท่านนี้ ยังได้อธิบายความเป็นมาของชนชาติปยู หรือ พม่า
ซึ่งสถาปนาอาณาจักรศรีเกษตรขึ้นทางตอนเหนือของประเทศพม่า เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11 ยืนยันว่า ในสมัยนั้น
ดินแดนทางตอนใต้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชาติมอญ หรือ พวกตะเลง เรียกกันว่า รามัญเทศา มีเมือง
สำคัญบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิสรวดี เช่น เมืองตะเกิง เมือพะโค เมืองตะวันติ เมืองสิเรียม เป็นต้น เป็นต้น แต่
ชนชาติที่อาภัพอับโชคนี้ ไม่เคยมีโอกาสก่อตั้งอาณาจักรของตนเองให้ยั่งยืนได้ ไม่มีอำนาจแม้แต่จะขอแบ่งดิน
แดนส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อจัดตั้งเป็นประเทศของตนเองอย่างถาวรในคาบสมุทรอินโดจีนได้เลย แต่กลับเขียน
พงศาวดารอวดอ้างว่าเคยมีความรุ่งเรืองทางอารยธรรมสูงสุด มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง แต่กลับไม่มีอะไรเป็นของ
ตนเองแม้แต่น้อย ท่านได้กล่าวสรุปในเรื่องนี้ไว้ว่า
สายน้ำในมหาสมุทร กระแสลมมรสุม สนับสนุนให้เกิดการติดต่อกันระหว่างลังกากับแหลมมลายู ทำให้อ่าวเบงกอลกลายเป็นทะเลสาบแห่งศาสนาพุทธมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สืบลงมาจนถึง
สมัยราชวงศ์คุปตะ อันเป็นผลให้ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธยังคงอยู่ร่วมกันได้ในดินแดนทางตอนใต้ของ
ประเทศพม่า และดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นแหล่งเผยแพร่คติธรรม ประเพณี และความคิดแบบอินเดีย
แม้ว่านักประวัติศาสตร์พม่ามิได้บอกโดยตรงว่า ศิลปวัฒนธรรมอินเดียซึ่งหลั่งไหลเข้าไปยังแหลมมลายูและดินแดนทางตอนใต้ของประเทศพม่า แล้วผสมผสานกับศิลปะค่านิยมชองชาวพื้นเมืองในอาณา
จักรคามลังกาหรือประเทศหลั่ง-ยะ-สู พัฒนาการก่อให้เกิดศิลปวัฒนธรรมใหม่ที่รู้จักแพร่หลายกันในชื่อ
ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ต่อมาได้ถ่ายเทขึ้นไปในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นนัยความหมายคล้ายบอกว่า ศิลปะ
วัฒนธรรมมอญ ในทางกลับกัน ชนชาติมอญอาจได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของชนชาติสยาม
ศิลาจารึกเมืองศรีจนาศะ อาณาจักรโบราณเก่าแก่ในอำเภอสูงเนินจังหวัดนครราชสีมา อาจเป็นหลักฐานสนับสนุนความเห็นของนักประวัติศาสตร์พม่าให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เมื่อมีการสำรวจพบแหล่ง
อารยธรรมสมัยทวารวดีซ่อนตัวอยู่บริเวณเทือกเขาดงพญาเย็นอันสลับซับซ้อนประกอบด้วยร่องรอยเมืองโบราณ
ขนาดใหญ่ ศิลปวัตถุสมัยทวารดวีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปศิลาศิลปะทวารดีองค์ใหญ่ที่สุด
เท่าที่เคยพบในประเทศไทย ตลอดจนแหล่งชุมชนเก่าแก่ที่แผ่ขยายตัวไปตามลำแม่น้ำมูลทั้งสองฝั่ง เป็นต้นว่า ลำ
ตะคอง ลำพระเพลิง ลำจักรวาช ลำปลายมาศ ไหลผ่านที่ราบสูงโคราชไปบรรจบกับแม่น้ำโขงในอำเภอโขงเจียม
จังหวัดอุบลราชธานี ศิลาจารึกดังกล่าวบรรยายรายชื่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีจนาศะ ตั้งแต่พระองค์แรกไปจนถึง
พระองค์แรกไปจนถึงพระองค์สุดท้าย ด้วยภาษาสันกฤตระบุว่าสลักขึ้นใน พ.ศ. 1480 อ่านแปลได้ว่า
มีพระราชาหลายองค์ ผู้ทรงมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติแห่งโลกและมีโชคลาภ จึงได้ปกครอง
ดินแดนจนาศะปุระ พระราชาพระองค์แรกทรงพระนามว่า ภคทัตต์
พระราชาผู้ทรงสืบเชื้อสายต่อมา ทรงพระนามว่า ศรีสุนทรปรากรมผู้ทรงกระทำให้ศิลปศาสตร์
รุ่งเรืองและเชิดชูราชวงศ์ของพระองค์ให้เปล่งปลั่งดังดวงจันทร์ในฟากฟ้า....
ศิลาจากรึกเมืองศรีจนาศะอีกหลักหนึ่ง พบที่บ้านบ่ออีกา อำเภอเนิน จังหวัดนครราชสีมา แม้มิได้
ระบุปีศักราชไว้ แต่สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นในยุคนั้น บอกรายละเอียดให้ทราบเพิ่มเติมว่า อาณาจักรศรีจนาศะเป็น
บ้านเมืองที่นับถือศาสนาพุทธ และเป็นหลักฐานหักล้างความเชื่อเดิมที่เข้าใจกันว่า หลังจากอาณาจักรฟูนันล่มสลาย
แล้ว อาณาจักรกัมพูชาได้บุกรุกเข้ามายึดครองดินแดนในภาคอีสานของประเทศไทย ศิลาจารึกเมืองศรีจนาศะได้พิสูจน์
ให้เห็นว่า ในสมัยนั้นอาณาจักรศรีจนาศะเป็นอาณาจักรอิสระ สร้างสรรค์ศิลปะแบบทวารดีเป็นของตนเองและนับถือ
ศาสนาพุทธ เพราะมีข้อความตอนหนึ่งว่า ...พระราชาแห่งศรีจนาศะ ได้ถวายแด่ภิกษุสงฆ์ เพื่อมุ่งหวังพระโพธิญาณ
กระแสคลื่นอิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ยังได้แผ่กระจายขึ้นไปปกคลุมดินแดนภาคอีสานตอนบน ตั้งแต่แถบลุ่มแม่น้ำชี แม่น้ำสงคราม ไปจนถึงแม่น้ำโขง
ในประเทศลาว แห่งอารยธรรมโบราณในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำดังกล่าวปรากฏร่องรอยเมืองเก่า ศิลปโบราณวัตถุ
สมัยทวารวดีทิ้งอยู่กระจัดกระจายทั่วไป เป็นต้นว่า เมืองฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาสัย จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอนา
ดูน จังหวัดเดียวกัน บ้านพระเสเน อำเภอม่วงสามสิบ บ้านเปือยหัวดง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี
ศิลปโบราณวัตถุประเภทเสมาหินสลักลวดลาย และภาพมหานิบาตชาดกแสดงเรื่องราวทางพุทธศาสนา ซึ่งนิยม
สร้างกันในสมัยนั้น ได้บอกให้ทราบว่า อาณาจักรทวารวดีแผ่อำนาจทางการเมืองขึ้นไปบนที่ราบสูง ขับไล่
อิทธิพลของอาณาจักรกัมพูชา พร้อมกับนำศิลปวัฒนธรรมใหม่เข้าไปปลูกฝัง ก่อให้เกิดคติธรรมการสร้างพระธาตุ
ขึ้นในดินแดนแถบนั้น ดังปรากฏหลักฐานอยู่ใน ตำนานพระอุรังคธาตุ ว่าด้วยการประดิษฐานพระธาตุนครพนม
กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีในแหล่งอารยธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขียนหนังสือเสนอผลการศึกค้นคว้าไว้หลายเล่ม และเป็นบุคคลแรกที่สรุปความเห็นเกี่ยว
อาณาจักรทวารวดีเอกเทศในแอ่งอารยธรรมอีสานเหนือไว้อย่างคมคามว่าอาณาจักรสยาม-ศรีโคตลบูร จนเป็นที่
ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบันเริ่มมีความเชื่อกันมาขึ้นว่า สมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ชนชาติสยามได้แผ่อิทธิพลทาง
ศิลปวัฒนธรรมจากดินแดนทางตอนใต้ขึ้นไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปถึงเมืองเวียงจันทร์
หลวงพระบางในประเทศลาว ขับไล่อำนาจกัมพูชาถอยกลับไป รวมบ้านเมืองสองฟากฝั่งเป็นผืนปฐพีเดียวกัน
ศาสตราจารย์ควอริตช์ เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษเคยเดินทางไปศึกษาแหล่งโบราณคดี เมืองจันเสน อำเภอตาคลี เมืองบน อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พบซากเมืองโบราณ คูเมือง ร่องรอยกำแพงเมือง
ตลอดจนศิลปะวัตถุหลายประการ เป็นต้นว่า ตราดินเผารูปนางคชลักษณะมีหวีงาช้าง จำหลักเป็นรูปหงส์ ม้า ประดับ
ด้วยลวดลายพฤกษา ตะเกียงดินเผา ต่างหู สร้อยคอ กำไลทำด้วยโลหะ มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยสุวรรณภูมิสืบลงมาจนถึง
สมัยทวารวดี จึงสรุปผลการค้นคว้าว่า แหล่งโบราณคดีดังกล่าวอาจสร้างขึ้นในสมัยสุวรรณภูมิ ต่อมาได้เคลื่อนย้ายไป
สร้างใหม่ตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยทวารวดี ภายหลังถูกทิ้งร้างไป ความเห็นของนัก
โบราณคดีดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในตำนานพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระยากาฬวรรณดิศราชรับสั่งให้
พวกพราหมณ์สร้างเมืองลพบุรี ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปทำนุบำรุงเมืองนาเคนทรและบ้านเมืองทางภาคเหนือแล้ว
เสด็จกลับลงมาประทับที่เมืองสวางคบุรี ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์บางท่านจึงสันนิษฐานวาเมืองสวางคบุรีตั้งอยู่ใน
เขตจังหวัดนครสวรรค์
ความพยายามในการค้นหาศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรทวารวดีซึ่งปรากฏเรื่องราวอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีน บรรยายว่า
พระเจ้าแผ่นดินโต-เหอ-หลอ ทรงพระนามว่า ฟู-เย-ชิ-เหยา ปกครองเมืองหลายเมือง ภายในกำแพงเมืองเป็นพระราชวังทั้งหมดภายนอกมีพลเมืองอาศัยอยู่ถึงหมื่นกว่าครัวเรือน พระเจ้าแผ่นดินมีทหารรักษา
พระราชวังกว่า 100 คน ตำแหน่งขุนนางมี เฉา-ฉิ่ง-จาง-ชุน ดูแลราชการงานเมืองทั้งปวงของอาณาจักร
รองศาสตราจารย์ ดร. ธิดา สาระยา เสนอความเห็นเกี่ยวกับศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรทวารวดี
ไว้ว่า การขยายขอบข่ายการเดินเรือในทะเลชวา เป็นเงื่อนไขและพลังสำคัญยิ่งจากภายนอกที่มีผลต่อบรรดาเมืองท่าชายฝั่งในอ่าวไทย เมืองเก่าหลายเมืองลดความสำคัญลงไป เช่น เมืองอู่ทอง ปรากฏร่องรอยการสืบเนื่องและเติบโตของเมืองนี้ สัมพันธ์กับเมืองใหม่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ฝั่งอ่าวไทยกว่าเดิมคือ เมืองนครปฐมท่านได้ให้คำอธิบายว่า
การขุดค้นชั้นดินทางโบราณคดีไม่ปรากฏว่าเมืองนี้มีอายุเกินกว่าพุทธศตวรรษที่ 12 นับเป็นเมือง
ใหม่ที่แท้จริง จากนี้ไปก็เกิดเครือข่ายอันสลับซับซ้อนขึ้นระหว่างเมืองนครปฐม-อู่ทอง-คูบัว เชื่อมโยงสองลุ่มแม่น้ำคือ
ลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน กลายเป็นฐานทางด้านเกษตรกรรมและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจการค้า
ให้กับรัฐใหม่รัฐแรกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คือ รัฐศรีทวารวดีตำนานพงศาวดารไทยเหนือ เป็นต้นว่า ตำนานมูลศาสนา ตำนานเมืองหริภุญชัย ตำนานจามเทวีวงศ์ อันเป็นเรื่องราวกลุ่มถึงการถ่ายเทศิลปวัฒนธรรมทวารวดีและศาสนาพุทธนิกายหินยาน ขึ้นไปเผยแผ่ในลุ่มแม่ปิง
สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่าพระวาสุเทพฤาษีได้เนรมิตเมืองหนึ่งมีชื่อว่า มิคสังฆะนคร
ให้แก่ เจ้ากุนกุมาร เป็นกษัตริย์ปกครอง ต่อมาได้สร้างเมืองบุรณนคร เมืองอวิทุระนคร เมืองรมยะนคร ให้บรรดาลูกหลานสืบราชวงภายหลังกษัตริย์ปกครองไม่เป็นธรรม เทพยดาทั้งหลายพากันดิโรธจึงบันดาลให้น้ำท่วม บ้านเมืองได้พินาศล่มจมไปพระวาสุเทพฤาษีจึงไปปรึกษากับพระสุกทันตฤาษี ซึ่งจำศิลภาวนาอยู่ที่เมืองละโว้ มีความเห็นร่วมกันว่าควรสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่เพื่อสืบพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินที่สูงกว่าที่แห่งใดริมฝั่งแม่น้ำปิง เมื่อช่วยกันเนรมิตพระนครใหม่เสร็จสิ้นแล้ว จึงขนานนามว่า เมืองลำพูน แล้วร่วมกันพิจารณาหาผู้มีปัญญาสามารถและตั้งอยู่ในศีลสุจริตมาเป็นผู้ปกครอง ต่างมีความเห็นร่วมกันว่าพระนางจามเทวี ราชธิดากษัตริย์กรุงละโว้ ทรงเป็นขัตติยนารี ดำรงอยู่ในศีลบริสุทธิ์ มีสติปัญญาและอัธยาศัยอันงามพร้อม สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองสืบไป
พระวาสุเทพฤๅษีแต่งคณะทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการ ลงไปกราบทูลขอราชธิดาพระเจ้ากรุง
ละโว้ขึ้นไปปกครองราชสมบัติเมืองลำพูนเพื่อสืบพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง พระนางจามเทวีมิได้ขัดข้อง แต่ทู
ลขอพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฏกจำนวน 500 รูป พราหมณาจารย์ ราชบัณฑิต แพทย์ และคณะช่างฝีมือ ตลอดจน
ไพร่พล เพื่อไปช่วยกิจการบ้านเมือง ขณะนั้นพระนางกำลังทรงพระครรภ์ได้ 3 เดือน พระราชสวามีทรงเป็นมหา
อุปราชปกครองเมืองรัมมนคร พระนางเสด็จโดยทางเรือรอนแรมขึ้นไปตามลำแม่น้ำปิง ผ่านบ้านเมืองต่างๆ ก่อให้เกิด
ตำนานชื่อบ้านเมืองขึ้นไปตามลำแม่น้ำปิง ผ่านบ้านเมืองต่างๆ ก่อให้เกิดตำนานชื่อบ้านเมืองขึ้นมากมายในครั้งนั้น
ล่วงเวลาไป 7 เดือน จึงเสด็จไปถึงเมืองลำพูน เมื่อ พ.ศ. 1204 พระฤาษีทั้งสองจึงประกอบพิธีราชาภิเษก โดยเชิญพระ
นางขึ้นประทับบนกองทอง ด้วยเหตุนี้เมืองนั้นจึงมีชื่อว่านครหริภุญชัย
แม้ว่าตำนานพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) นักประวัติศาสตร์ไทย สมัยรัตนโกสินทร์ ศก
125 (พ.ศ. 2450) เป็นผู้ได้รับการยกย่องยอมรับว่า สามารถรวบรวมต้นฉบับตำนานพงศาวดารต่างๆ ทางเหนือ มี
เรื่องราวชัดเจนน่าเชื่อถือกว่าฉบับอื่น แต่ตัวท่านเองได้ศึกษาตรวจสอบแล้วให้ความเห็นว่า
ผู้แต่งตำนานในครั้งนั้นต้องการโอนเวลาขึ้นไปหาพุทธสมัย เพื่อจะได้กล่าวอ้างถึงพระพุทธเจ้า
เสด็จมาพยากรณ์เหตุการณ์สถานที่ต่างๆ อันจะได้สร้างเป็นนครธานี เจดียสถาน ณ ที่ต่างๆ นั้น ในชั้นหลังเพื่อผูกมัด
ความเชื่อหรือความหลงของหมู่คนให้นิยมแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การแต่งจึงไม่สู้ต้องการความจริง ยิ่งกว่าความกรรโชก
ในทางศาสนา จะเชื่อฟังเอาเป็นแท้ทั้งหมดไม่ได้
ประวัติศาสตร์สมัยเริ่มต้น อาณาจักรหริภุญชัยหรือแคว้นลำพูนเชียงใหม่ แหล่งก่อกำเนิดและศูนย์
กลางเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ในดินแดนภาคเหนือ เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งบรรดาตำนานของพวก
เจ้าฟ้าเงี้ยวหรือไทยใหญ่ ตลอดจนเจ้าฟ้าไทยขอมหรือลาวเรียกชื่อแตกต่างไปจากชาวไทยเหนือว่ามหารัฐ บ้าง
สามเทสะ บ้าง สยามประเทศ บ้าง ล้วนแต่อธิบายให้เห็นถึงสายวัฒนธรรมที่เดินทางทวนกระแสน้ำจากใต้ขึ้นไป
มีอิทธิพลทางเหนืออย่างชัดเจน ตำนานเก่าแก่เหล่านี้อาจเขียนขึ้นในสมัยนั้น และเชื่อถือว่าถูกต้องเป็นความจริง
ทั้งหมดไม่ได้ก็ตามแต่ชี้บอกให้ทราบว่าสมัยนั้น กรุงละโว้หรืออาณาจักรลพบุรี ซึ่งจดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศ์สุย
เรียกว่าหลัว-ฮู่ หรือ หลอ-ฮก ที่เคยรวมอยู่กับ รัฐฉ้วน หรือรัฐเสียมเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและ
ศิลปวัฒนธรรมอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีความสัมพันธ์แผ่ขยายเครือข่ายขึ้นไปปลูกฝังศิลปวัฒนธรรมทวารวดีไว้ใน
ดินแดนภาคเหนือจริงเพราะร่องรอยโบราณสถาน ศิลปโบราณวัตถุสมัยทวารวดี ยังปรากฏให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน
และราชวงศ์กษัตริย์เมืองลำพูนยังมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเมืองลพบุรี พาดพิงไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช ต่อเนื่องกัน
ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 นักประวัติศาสตร์บางท่านจึงสันนิษฐานว่าอาณาจักรละโว้ซึ่งพระยากาฬวรรณดิศราช ทรง
ฟื้นฟูบูรณาการขึ้นใหม่สมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 11 อาจเป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรทวารวดี โดยอ้างถึง
หลักฐานทางศิลปะสถาปัตยกรรมที่มีอยู่มากมายและศาสนสถานขนาดใหญ่สมัยทวารวดี คือ เจดีย์วัดนครโกษา
การศึกษาประวัติศาสตร์ยุคต้นของ ประเทศสยาม-ลพบุรี ที่จดหมายเหตุจีนบันทึกว่า
ฉ้วน-หลัว-กวั่ว หรือ เสียม-หลอ-ก๊ก เพื่อค้นหาศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง และตอบคำถามการแพร่กระจา
ศิลปวัฒนธรรมทวารวดีไปเกือบทั่วคาบสมุทรอินโดจีน โดยอาศัยหลักฐานความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีน
และจดหมายเหตุของราชทูต เสียง-จุ่น เป็นเครื่องมือนำทางอ้างอิง ตลอดจนเอกสารของผู้ที่รู้เห็นในสมัยนั้นเล่าสืบ
ทอดกันมา เรียบเรียงขึ้นเป็นตำนานต่างๆ ประกอบการพิจารณาหลักฐานด้านโบราณคดี ความพากเพียรค้นหาอย่าง
ต่อเนื่องของนักประวัติศาสตร์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เริ่มช่วยให้ภาพพจน์มิติใหม่ของประวัติศาสตร์สยาม-ลพบุรี
มองเห็นพัฒนาการเคลื่อนไหวของชนชาติเผ่าพันธุ์สำคัญในคาบสมุทรอินโดจีน ที่ร่วมกันปรุงแต่งดังแปลงอารยธรรม
อินเดียให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีศักยภาพในการสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองตลอดมา มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งมี
ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีความตื่นเต้นเข้มข้นจนสามารถลบล้างความ
ชื่อเกี่ยวกับการอพยพโยกย้ายลงมาจากทางตอนใต้ของแผ่นดินจีน ที่เคยเป็นภาพพร่ามัวบดบังเกียรติประวัติของชน
ชาติตนให้เลือนหายไป
ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งตอยู่ในมุมมืดมาเป็นเวลานานและหาคำตอบไม่ได้ ดังที่คุณนิคม มุสิกะคามะ ผู้เขียนหนังสือ แผ่นดินไทยในอดีต เคยให้ความเห็นไว้ว่า
จากเหตุการณ์ด้านประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี เราไม่อาจคิดได้ว่า ศิลปะสมัยทวารวดีเป็นศิลปะของอาณาจักรหนึ่งโดยเฉพาะหากแต่เป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยแบบหนึ่ง ที่แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางสมัยนั้น
ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายท่าน เป็นต้นว่าศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม,ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศดิศกุล, น ณ ปากน้ำ ได้ชี้ให้เห็นพร้อมทั้งอธิบายแหล่งปรับปรุงดัดแปลงพัฒนาศิลปะอินเดียสมัยคุปตะในดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ จนกลายเป็นต้นแบบของศิลปะสมัยทวารวดีในภาคกลางและ
ภูมิภาคอื่น แต่เดิมรู้จักดินแดนลึกลับดังกล่าวตามเอกสารประวัติศาสตร์จีนในนาม ประเทศพาน-พาน ประเทศ
หลั่ง-ยะ-สู ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว จนกระทั่งราชทูตเสียง-จุ่นเดินทางมาติดต่อทางการทูตใน พ.ศ. 1150 พงศาวดารจีนเกือบทุกฉบับอาศัยจดหมายเหตุของราชทูตผู้นี้ เป็นหลักฐานอ้างอิงตลอดมาว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว คือ แหล่งกำเนิดของประเทศสยาม ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ ไม่ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองไปอย่างไร ประเทศจีนยังคงยึดถือคำว่า ฉ้วน-หลัว-กวั่ว หรือ เสียม-หลอ-ก๊ก หมายถึง ราชอาณาจักรสยาม หรือประเทศไทย ตลอดมา ด้