21 มีนาคม 2551สุนทรภู่ เป็นกวีของไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีผลงานนิพนธ์ไว้มากมาย จนได้รับการเรียกขานต่างๆ เช่น รัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กวีเอกของไทย กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บรมครูกลอนตลาดแห่งกรุงสยาม และบรมครูกลอนแปด เป็นต้น ซึ่งชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นการยกย่องในความเป็นเลิศและความสามารถในกวีนิพนธ์ของท่านทั้งสิ้น ผลงานของท่านมีทั้งประเภทนิราศ นิทาน สุภาษิต เสภา บทละครและบทเห่กล่อม และด้วยผลงานเหล่านี้นี่เองที่ทำให้องค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านเป็น บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๒๐๐ปี เกิดของท่านเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๙ ซึ่งถือได้ว่าท่านเป็นสามัญชนคนแรกของไทยที่ได้รับเกียรตินี้

| ตามประวัติโดยย่อ ในหนังสือวันสำคัญฯของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้กล่าวไว้ว่า สุนทรภู่เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๓๒๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บิดามารดาชื่อใดไม่ปรากฏ ตามสันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง(บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) เมื่อบิดามารดาเลิกร้างกัน บิดาได้ออกบวชและไปอยู่ที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดานั้นได้กลับไปเป็นข้าหลวงในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นแม่นมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง(กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข) ดังนั้น ในปฐมวัย สุนทรภู่จึงได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลังและอาศัยอยู่กับมารดา และได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและวัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้นรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่วัดศรีสุดาราม ในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานไว้เมื่อราวอายุ ๒๐ ปี ในระยะนี้ได้ลอบรักกับหญิงชาววังชื่อ จัน จึงต้องเวรจำทั้งชายหญิง เมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคต จึงพ้นโทษ ต่อมาเมื่ออยู่กินเป็นสามีภรรยากับนางจันได้ไม่นานก็เกิดระหองระแหง คงเป็นเพราะสุนทรภู่มักเมาสุราอยู่เป็นนิตย์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาก จนได้รับการแต่งตั้งเป็น ขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษา และคอยรับใช้ใกล้ชิด และในระหว่างนี้ก็ได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อ นิ่ม ต่อมาราวปีพ.ศ. ๒๓๖๔ สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดทำร้ายญาติผู้ใหญ่ของตัว แต่ติดไม่นานก็พ้นโทษ เพราะความสามารถในทางกลอน กล่าวคือเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องหนึ่งติดขัด ไม่มีผู้ใดจะต่อให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงมีรับสั่งให้เบิกตัวสุนทรภูมาจากคุก และสุนทรภู่ก็สามารถต่อกลอนได้ดังพระราชประสงค์ จึงโปรดเกล้าฯให้พ้นโทษ กลับมารับราชการตามเดิม และในปลายรัชกาลยังโปรดให้เป็นครูสอนหนังสือถวายพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ด้วย สมัยรัชกาลที่ ๓ สุนทรภู่ถูกกล่าวหาด้วยเรื่องเสพสุราและอื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่ง ต่อมาจึงไปบวชที่วัดราชบูรณะ(วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ และได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชนม์ ระหว่างนี้ได้ลากสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชประมาณ ๑๐ พรรษา ครั้นต่อมาต้องตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่ง จึงไปบวชอีกครั้ง แต่บวชราว ๒ พรรษาก็ลาสิกขาบทมาถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ณ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า(พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นที่ พระสุนทรโวหาร ตำแหน่งเจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระบวรราชวังในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะนั้นอายุ ๖๖ ปี และรับราชการต่อมาอีก ๔ ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมในพ.ศ. ๒๓๙๘ รวมสิริอายุได้ ๗๐ ปี ผลงานของสุนทรภู่มีอยู่มากมายและหลากหลายตามที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเท่าที่ปรากฏเรื่องและยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบัน คือ ประเภทนิราศ ได้แก่ นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศพระประธม นิราศเมืองเพชร นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศพระแท่นดงรัง และนิราศเมืองสุพรรณ (เป็นเรื่องเดียวที่แต่งเป็นโคลง เพื่อลบคำสบประมาทที่ว่าท่านเก่งแต่แต่งกลอนเท่านั้น) ประเภทนิทาน ได้แก่ เรื่องโคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวงศ์และสิงหไกรภพ ประเภทสุภาษิต ได้แก่ สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาท และสุภาษิตสอนหญิง ประเภทละคร ได้แก่ พระอภัยนุราช ประเภทเสภา ได้แก่ เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม และเรื่องพระราชพงศาวดาร ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นงานนิพนธ์ชิ้นสุดท้ายของสุนทรภู่ ประเภทบทเห่กล่อม ได้แก่ เห่เรื่องจับระบำ เรื่องกากี เ รื่องพระอภัยมณี และเรื่องโคบุตร อย่างไรก็ดี ในเรื่องประวัติและผลงานของท่านสุนทรภู่นี้ นายเทพ สุนทรศารทูล ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมท่านหนึ่ง กล่าวไว้ว่าท่านได้ศึกษาและค้นคว้าชีวิตและงานของสุนทรภู่มาเป็นเวลานานถึง ๓๘ ปี(พ.ศ.๒๔๙๕-๒๕๓๓) และได้พิมพ์หนังสือเรื่องชีวประวัติของพระสุนทรโวหาร(ภู่ ภู่เรือหงส์) เมื่อปีพ.ศ.๒๕๓๓ เป็นวิทยานิพนธ์โดยพิสดารเผยแพร่ประวัติของท่านสุนทรภู่ที่เพิ่งพบใหม่หลายประการ ซึ่งหากใครสนใจในรายละเอียดก็ไปค้นอ่านได้ แต่ในที่นี้จะขอนำมาบอกกล่าวเป็นบางเรื่อง คือ |
| - ตำแหน่งของสุนทรภู่ เป็น หลวงสุนทรโวหาร มิใช่ ขุนสุนทรโวหารตามที่เคยว่ากัน เพราะในทำเนียบนามบรรดาศักดิ์ไม่มีตำแหน่ง ขุน มีแต่ หลวง - บิดาสุนทรภู่ชื่อ ขุนศรีสังหาญ(พลับ) ตำแหน่งปลัดกรมขวาศักดินา ๓๐๐ไร่ - จากการค้นคว้าได้พบว่า บทกวีเดิมที่มิใช่สุนทรภู่แต่งมี ๕ เรื่อง แต่เป็นผลงานของศิษย์ของท่าน คือ สุภาษิตสอนหญิง เป็นของนายภู่ จุลละภมร นิราศพระแท่นดงรัง เป็นของเสมียนมี มีระเสน นิราศวัดเจ้าฟ้า ของนายพัด ภู่เรือหงส์ (ลูกชายสุนทรภู่) นิราศอิเหนา ของกรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์ และบทละครเรื่องพระอภัยนุราช เป็นของพระยาเสนาภูเบศร์ (ใส สโรบล) นอกจากนี้นายเทพ ยังพบผลงานใหม่ของท่านสุนทรภู่อีก ๕ เรื่องคือ เพลงยาวรำพรรณพิลาป(แต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งกล่าวว่าเป็นเพลงยาวสังวาสที่ยาวที่สุดในโลก-เพลงยาวสังวาสคือเพลงยาวที่แต่งเกี้ยวกัน) เพลงยาวสุภาษิตโลกนิติ ตำรายาอัฐกาล(ตำราบอกฤกษ์ยามเดินทาง) สุบินนิมิตคำกลอน และตำราเศษนารี(เป็นตำราบอกลักษณะนารีถึงคุณลักษณะ และวาสนานารีสำหรับชายหนุ่มเลือกคู่) ที่กล่าวว่าสุภาษิตสอนหญิงมิใช่สุนทรภู่แต่ง แต่เป็นของนายภู่ จุลละภมร ศิษย์สุนทรภู่นั้น นายเทพให้ข้อสังเกตว่าเพราะชื่อภู่เหมือนกัน แต่เรื่องที่นายภู่แต่งจะมีบทไหว้ครูทุกเรื่อง ผิดกับท่านสุนทรภู่ที่แต่งกลอนจะไม่เคยมีบทไหว้ครูเลย - เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ สุนทรภู่กลัวภัยที่เคยได้ล่วงเกินพระองค์มาก่อน จึงได้หนีไปบวชที่วัดอรุณฯ ในนามหลวงสุนทรโวหารนอกราชการ ไม่เคยถูกถอดยศหรือปลดตำแหน่งใดเลย และตลอดระยะเวลาที่บวชอยู่ ๒๗ พรรษา รัชกาลที่ ๓ ก็ไม่เคยแตะต้องข้องแวะกับสุนทรภู่ นอกจากนี้พระองค์เจ้าลักขณานุคุณและกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระโอรสธิดาในรัชกาลที่ ๓ ยังให้ความอุปการะแก่สุนทรภู่ด้วยซ้ำ ซึ่งหากพระองค์ถือโทษโกรธเคืองสุนทรภู่ ดังที่หลายคนอ่านบทกลอนของสุนทรภู่แล้วเข้าใจผิด ในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน สุนทรภู่คงจะไม่พ้นพระราชอาญาแล้ว แต่พระองค์ทรงพระคุณธรรมประเสริฐยิ่ง จึงไม่เคยลงโทษสุนทรภู่แต่อย่างใดเลย จากชีวประวัติของสุนทรภู่ หากจะเว้นในเรื่องเมาสุรา ซึ่งถือว่าเป็นข้อบกพร่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนแล้ว เราจะพบว่าผลงานกวีนิพนธ์ของท่านนั้นมีความโดดเด่น มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ข้อวิเศษของท่านที่ต่างจากกวีอื่น คือ กระบวนกลอนและสำนวนกลอนอย่างปากตลาดที่หาผู้ใดเสมือนได้ยาก ท่านนับเป็นกวีคนแรกที่ตั้งแบบกลอนสุภาพขึ้น จนผู้อื่นนำไปเป็นแบบอย่างและแต่งกันแพร่หลายมาจนทุกวันนี้ ท่านเป็นผู้ริเริ่มเล่นสัมผัสในขึ้น ทำให้กลอนสุภาพมีความไพเราะเพราะพริ้งมากขึ้น และถือเป็นแบบอย่างต่อมาจนปัจจุบัน กวีนิพนธ์ของสุนทรภู่ นอกจากจะมีความไพเราะแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีในสมัยก่อนได้ดี โดยเฉพาะการสอดแทรกสุภาษิตคำคมทั้งทางโลกและทางธรรม อันเป็นข้อคิดและคติสอนใจแก่ผู้อ่านที่เป็นสัจธรรมและยังร่วมสมัยอยู่เสมอ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาเป็นบางเรื่อง ดังนี้ |
| เพลงยาวถวายโอวาท สุนทรภู่แต่งถวายสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลาและเจ้าฟ้าอาภรณ์ เป็นสุภาษิตสอนใจ ซึ่งเป็นที่จดจำและมีผู้นำไปกล่าวอ้างกันอยู่เสมอด้วยว่ามีคติสอนใจที่ดี เช่น คำโบราณท่านว่าเหล็กแข็งกระด้าง เอาเงินง้างอ่อนตามความประสงค์ หรือ อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก แม้ถอยศักดิ์สิ้นอำนาจวาสนา เขาหน่ายหนีมิได้อยู่คู่ชีวา แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ หรือ อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ เป็นต้น นิราศเมืองเพชร เป็นคำกลอนนิราศที่มีอรรถรสไพเราะ และมีคุณค่าในเชิงเนื้อหาสาระอีกเรื่องหนึ่ง นิราศนี้ท่านได้แต่งเมื่อเดินทางไปเพชรบุรี ในเนื้อเรื่องบอกว่าท่านรับอาสาไปหาสิ่งของไปถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ไม่บอกว่าเป็นสิ่งใด โดยได้ล่องเรือจากหน้าวัด ผ่านบางหลวง บางหว้า บางบอนออกแม่น้ำกลองจนถึงเพชรบุรี แวะไปไหว้พระนอนเขาวัง กับหนูนิล หนูพัดผู้บุตร ได้เปลื้องแพรเพลาะห่มถวายพระพุทธไสยาส์ วรรณกรรมเรื่องนี้กล่าวกันว่ามีความไพเราะและยังแทรกคติธรรมอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านอีกด้วย เช่น ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อ เขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมัน แต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟังฯ หรือ ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ เป็นต้น |
| พระอภัยมณี เป็นคำกลอนประเภทนิทาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของท่าน มีความยาวถึง ๖๔ ตอนหรือ ๙๔ เล่มสมุดไทย ซึ่งนายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานมูลนิธิสุนทรภู่ได้เคยกล่าวไว้ว่า พระอภัยมณี ถือได้ว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่ยาวที่สุดในโลก เพราะมีความยาวถึง ๑๒,๗๐๖ บทในขณะที่บทประพันธ์เรื่อง อีเลียต ( Iliad)) และโอเดดซี (Odyssey) ของฝรั่งที่ว่ายาวที่สุด ยังมีเพียง ๑๒,๕๐๐ บทเท่านั้น พระอภัยมณีได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอน และในวงการศึกษาวรรณคดีก็ได้ตัดสินว่าเรื่องนี้เป็น จินตนิยาย ที่ทำให้สุนทรภู่ได้ชื่อว่า จินตกวี ด้วยท่านผูกเรื่องขึ้นเองโดยมิได้ลอกเลียนแบบใคร แต่มีเค้าเรื่องที่แปลกและทันสมัย มีตัวละครและเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น สนุกสนานชวนติดตามตลอดเวลา ที่สำคัญได้แสดงให้เห็นถึงภูมิรู้อันไพศาล และจินตนาการอันกว้างไกลล้ำยุคล้ำสมัยของท่าน ซึ่งเรื่องพระอภัยมณีนี้ หมอสมิทได้พิมพ์ขายในสมัยรัชกาลที่ ๔ ในราคาเล่มสมุดไทยละ ๑ สลึงหรือ ๒๕ สตางค์ และปรากฏว่าคนสนใจซื้อกันมากจนหมอสมิทได้กำไร นัยว่าสร้างตึกได้หลังหนึ่ง อันที่จริง ผลงานเรื่อง พระอภัยมณี เพียงเรื่องเดียว ก็ได้แสดงให้เราเห็นถึงอัจฉริยภาพของท่านสุนทรภู่ในหลายๆด้านแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่แม้เวลาจะผ่านเลยมาร่วม ๒๐๐ ปีจนปัจจุบัน ผลงานวรรณกรรมของท่านก็ยังเป็นที่สนใจ และมีผู้ศึกษา ค้นคว้านำมาเผยแพร่อยู่เสมอในรูปแบบต่างๆอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นละครเวที หุ่นละครเล็ก หุ่นกระบอก ภาพยนตร์ หนังสือ หรือหนังการ์ตูน เป็นต้นสมดังที่ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ | ![]() ![]() |
| ดังนั้น ในโอกาส ครบรอบ ๒๑๘ ปีเกิดของท่าน ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน๒๕๔๗ อันเป็น วันสุนทรภู่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) จึงขอเชิญชวนให้น้อมรำลึกถึงท่านด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม สัมมนา นิทรรศการ หรือการประกวดแข่งขันเกี่ยวกับผลงานของท่าน เพื่อให้ประชาชน และเยาวชนได้รับทราบ และเรียนรู้การใช้ภาษาไทยที่มีความไพเราะ และมีคติสอนใจ ที่สำคัญคือ ได้เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของกวีไทยในฐานะ กวีของประชาชน และหนึ่งในกวีเอกของโลก |
| สุนทรภู่ บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก |
๒๖ มิถุนายน วันสุนทรภู่ พระสุนทรโวหาร (ภู่) ซึ่งคนทั้งหลายเรียกกันเป็นสามัญว่า สุนทรภู่ เกิดในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ วันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑ ค่ำปีมะเมีย เวลา ๘.๐๐ น. ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ บิดามารดาของท่านสุนทรภู่ชื่อใดไม่ปรากฏ | ![]() |
"เวลาเช้าเขาก็ชวนกันออกป่า มันโม้หมาไล่เนื้อไปเหลือหลาย ทั้งนี้ทำให้นักวิจารณ์บางท่านคิดว่าชะรอยทางฝ่ายบิดาของท่านสุนทรภู่จะเป็นคนเชื้อชองก็ได้ คนเชื้อชองนี้เป็นคนป่าตระกูลมอญ-เขมร ในสมัยนั้นมีอยู่แถวอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรีในปัจจุบันและที่หมู่บ้านเพลงค้อในเมืองแกลง ซึ่งในปัจจุบันเรียกบ้านเนินค้อ อยู่ห่างจากวัดป่ากร่ำประมาณ ๒ กิโลเมตร ซึ่งท่านสุนทรภู่เคยไปเที่ยว ท่านเล่าไว้ในนิราศเมืองแกลงว่า ครั้นแล้วลาฝ่าเท้าท่านบิตุรงค์ ไปบ้านพลงค้อตั้งริมฝั่งคลอง |
![]() | ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง บิดามารดาของท่านสุนทรภู่ได้อพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วภายหลังท่านได้หย่ากัน บิดาจึงกลับออกไปบวชที่เมืองแกลง ฝ่ายมารดาได้สามีใหม่มีลูกหญิง ๒ คน และได้เป็นนางนมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ท่านสุนทรภู่จึงอยู่ที่วังหลังกับมารดา และได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่วัยเด็ก ท่านสุนทรภู่เล่าเรียนในสำนักชีปะขาวหรือวัดศรีสุดาราม สามารถรู้หนังสือจนเป็นเสมียนได้ เคยเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน แต่นิสัยไม่ชอบทำการงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน มีความชำนาญถึงแก่บอกบทสักวาได้ตั้งแต่ยังหนุ่ม เพราะความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนนั่นเอง จึงเขียนบทกลอนเกี้ยวสาวในวังคนหนึ่งชื่อจัน จนเกิดรักใคร่กันขึ้น ถูกกริ้วต้องเวรจำทั้งคู่ แต่ไม่นานก็พ้นโทษ |
| เมื่ออายุประมาณ ๒๑ ปี ท่านสุนทรภู่ได้เดินทางไปเมืองแกลง ซึ่งในปัจจุบันเป็นอำเภอแกลงขึ้นกับจังหวัดระยอง แต่จะไปเพื่ออะไรไม่ได้กล่าวไว้ในนิราศเมืองแกลง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า คงตั้งใจจะไปบวช หากแต่เกิดป่วยเป็นไข้ถึงกับเพ้อ ป่วยอยู่เป็นเวลากว่าเดือน จนย่างเข้าเดือน ๙ จึงไม่ได้บวช ในระหว่างที่ป่วยอยู่นั้น มีหลานสาวลูกของลูกพี่ลูกน้อง ๒ คน มาช่วยดูแลอยู่ด้วย และเกิดหึงหวงกัน ท่านสุนทรภู่พยายามไกล่เกลี่ยแต่ไม่เป็นผล เมื่อหายป่วยแล้วก็รีบลาบิดาและญาติพี่น้องกลับโดยไม่ทันลาหลานทั้งสอง แต่ก็ได้แสดงความหวังไว้ในนิราศว่าจะกลับไปอีก แต่ท่านสุนทรภู่จะกลับไปเมืองแกลงอีกหรือไม่ ไม่มีหลักฐานที่จะทราบได้ นิราศเมืองแกลงเป็นนิราศเรื่องแรกของท่านสุนทรภู่ |
| หลังจากกลับจากเมืองแกลง ท่านสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ โอรสของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ ณ วัดระฆัง และได้หญิงที่ชื่อจันเป็นภรรยา ตอนตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาทเมืองสระบุรี กลับมาได้แต่งนิราศพระบาท พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยคงได้ทรงอ่านเรื่องที่สุนทรภู่แต่ง เห็นฝีปากคมคายจึงรับสั่งให้เอาตัวมารับราชการเป็นอาลักษณ์ และเมื่อท่านสุนทรภู่ได้แสดงความสามารถในการแต่ง แก้ไขและต่อกลอนเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยมาก จึงทรงตั้งให้เป็นที่ขุนสุนทรโวหารในกรมอาลักษณ์และเป็นกวีที่ปรึกษา ทั้งพระราชทานที่และปลูกเรือนให้อยู่ในบริเวณท่าช้างวังหน้าข้างวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ จึงมีโอกาสเข้าเฝ้าอยู่เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดให้ลงเรือพระที่นั่งเป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกวี ในตอนปลายรัชสมัยยังโปรดให้เป็นครูสอนหนังสือถวายพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอาภรณ์อีกด้วย ชีวิตของท่านสุนทรภู่ตอนนี้นับว่ารุ่งโรจน์ที่สุด | ![]() |
| ท่านสุนทรภู่มีบุตร ๓ คน ชื่อ พัด ตาบและนิล พัดเป็นบุตรคนแรกเกิดจากภรรยาที่ชื่อจัน ตาบเกิดจากภรรยาที่ชื่อนิ่มและนิลเกิดจากภรรยาที่ชื่อ ม่วง บุตรสองคนแรกมักจะติดตามบิดาไปในที่ต่างๆ และมีอายุมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า บุตรคนที่ชื่อตาบเป็นกวีตามบิดา มีสำนวนแต่งเพลงยาวปรากฏอยู่ และก็เพียงเท่านั้น ส่วนนิลมีชื่อระบุอยู่ในนิราศเมืองเพชรเพียงแห่งเดียว เมื่อสิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ท่านสุนทรภู่ซึ่งในขณะนั้นอายุได้ ๓๘ ปี ได้ออกบวชและจาริกท่องเที่ยวไปยังหัวเมืองต่างๆ มี ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สระบุรี และพิษณุโลก ซึ่งเชื่อกันว่าเพื่อหนีราชภัย เพราะในระหว่างที่รับราชการเป็นอาลักษณ์และกวีที่ปรึกษาของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอยู่นั้น ท่านสุนทรภู่ได้ถวายความเห็นในบทกวีนิพนธ์เป็นที่ขัดเคืองพระทัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะดำรงพระยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือท่านถูกถอดออกจากตำแหน่งอาลักษณ์และต้องออกจากบ้านที่ได้รับพระราชทาน ดังที่ท่านได้รำพันไว้ในนิราศภูเขาทองว่า สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย |
![]() | ท่านสุนทรภู่ได้ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ปี จึงกลับเข้ามาอยู่ ณ วัดราชบูรณะ วัดอรุณราชวราราม วัดพระเชตุพน และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ สุดท้ายมาพำนักอยู่ ณ วัดเทพธิดาราม ในพ.ศ. ๒๓๘๓จนถึง พ.ศ. ๒๓๘๕ ก็ลาสึกจากสมณเพศ ขณะที่อายุได้ ๕๖ ปี |
| ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบวรราชาภิเษกแล้ว ได้ทรงตั้งให้ท่านสุนทรภู่เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ขณะนั้นท่านสุนทรภู่อายุได้เพียง ๖๕ ปี นับว่าชีวิตได้รุ่งเรืองขึ้นอีกวาระหนึ่ง ท่านสุนทรภู่รับราชการอยู่ได้ ๕ ปี ถึงพ.ศ. ๒๓๙๘ ก็ถึงแก่กรรมเมื่ออายุเกือบ ๗๐ ปี บทกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่ ทั้งหมดเท่าที่พบ มีอยู่ ๒๕ เรื่อง เป็นนิราศ ๙ เรื่อง นิยายประโลมโลก ๕ เรื่อง บทเสภา ๒ เรื่อง สุภาษิต ๓ เรื่อง บทละคร ๑ เรื่อง บทเห่กล่อม ๔ เรื่อง และบทรำพันอีก ๑ เรื่อง นิราศ ๙ เรื่อง คือ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศพระแท่นดงรัง (ฉบับสามเณรกลั่น) นิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร นิยายประโลมโลก ๕ เรื่อง คือ โคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวงศ์ และสิงหไกรภพ บทเสภา ๒ เรื่อง คือ ขุนช้างงขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม) และพระราชพงศาวดาร สุภาษิต ๓ เรื่อง คือ สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาท และสุภาษิตสอนหญิง บทละคร ๑ เรื่อง คือ อภัยนุราช บทเห่กล่อม ๔ เรื่อง คือ เห่เรื่องจับระบำ เห่เรื่องกากี เห่เรื่องพระอภัยมณี และเห่เรื่องโคบุตร และบทรำพัน ๑ เรื่อง คือเรื่องรำพันพิลาป | ![]() |
![]() | ในประวัติสุนทรภู่ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้น ปรากฏว่าบทกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่ทั้งหมดเท่าที่พบมีอยู่ ๒๔ เรื่อง ขาดไป ๑ เรื่อง คือรำพันพิลาป ซึ่งค้นพบภายหลัง และเรื่องนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งนายมี หมื่นพรหมสมพัตรสรเป็นผู้แต่ง ไม่ใช่นิราศพระแท่นดงรังฉบับสามเณรกลั่น ซึ่งท่านสุนทรภู่เป็นผู้แต่ง ในปี ๒๕๐๔ กรมศิลปากรได้พิมพ์นิราศพระแท่นดงรังของนายมีฉบับชำระใหม่โดยอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ซึ่งได้อ้างข้อมูลต่างๆ เป็นหลักฐานแสดงนายมีเป็นผู้แต่งแน่นอนไม่ใช่ท่านสุนทรภู่ แต่ที่ผู้เขียนได้เอานิราศพระแท่นดงรังฉบับสามเณรกลั่นมาเป็นบทกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่แทนนิราศพระแท่นดงรังของนายมีก็เพราะในงานวันสุนทรภู่ พ.ศ. ๒๕๓๗ สถาบันสุนทรภู่ได้จัดให้มีการสัมมนาเรื่อง "ใครเป็นผู้แต่งนิราศพระแท่นดงรังฉบับสามเณรกลั่น และได้ข้อสรุปว่าผู้แต่งน่าจะเป็นท่านสุนทรภู่ ไม่ใช่สามเณรกลั่นเช่นเดียวกับนิราศวัดเจ้าฟ้าที่ระบุว่าเณรหนูพัดเป็นผู้แต่ง แต่เป็นความจริงที่รับกันภายหลังว่าท่านสุนทรภู่เป็นผู้แต่ง ถ้าหากว่าสามเณรกลั่นเป็นผู้แต่งนิราศพระแท่นดงรังจริงแล้ว ก็หมายความว่าสามเณรกลั่นซึ่งมีอายุแค่เด็กวัยรุ่นแต่งนิราศได้ดีเท่ากับท่านสุนทรภู่ และดีกว่านายมีซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านสุนทรภู่ ซึ่งไม่มีทางจะเป็นไปได้ อันที่จริงในตอนท้ายของนิราศพระแท่นดงรัง ท่านสุนทรภู่ก็เผยความในใจในเรื่องรักของผู้ใหญ่อย่างท่านไม่ใช่ของเด็กอย่างสามเณรกลั่น ทำนองเดียวกับที่ท่านสุนทรภู่รำพันถึงผู้สูงศักดิ์ไว้ในรำพันพิลาปนั่นเอง ท่านรำพันว่า |
![]() | จะออกปากฝากรักก็ศักดิ์ต่ำ กลัวจะซ้ำถมทับไม่นับถือ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่านิราศพระแท่นดงรังที่เป็นบทกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่นั้นไม่ใช่ฉบับของนายมี แต่เป็นฉบับของสามเณรกลั่น |
| ในการพรรณนาถึงภาวะสิ่งแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในวัง ในกรุง ในชนบทหรือในป่าในดง ท่านก็พรรณนาไว้โดยละเอียดถี่ถ้วนเช่นเดียวกับการพรรณนาถึงลักษณะของราชรถ พระเมรุมาศ โบสถ์วิหาร ตลอดจนการรบทัพจับศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนิยายประโลมโลกนั้นทุกเรื่องท่านได้วางเนื้อเรื่องไว้อย่างสุขุมรอบคอบ สมเหตุสมผล และเหมาะสมกลมกลืน ไม่มีขาดไม่มีเกิน ตัวสำคัญในเรื่องทุกเรื่องจะมีอุปนิสัย พฤติกรรม กริยาและคารมเสมอต้นเสมอปลายตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนั้น ท่านยังได้ฝากภาษิตหรือคติธรรมตลอดจนคำสอนอันเป็นสัจจธรรมไว้ในวรรณกรรมของท่าน รวมทั้งความคิดล้ำยุคอันเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์หลายอย่างที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และวิทยาการสมัยใหม่ที่คนในสมัยของท่านคิดไม่ถึงว่าจะเกิดมีขึ้น นี้คือข้อสรุปของความเป็นอัจฉริยะในการนิพนธ์บทกวีนิพนธ์อันสูงส่งของมหากวีไทย | ![]() |
![]() ![]() | บทกวีนิพนธ์ของท่านสุนทรภู่เกือบทั้งหมดเป็นกลอนแปด เฉพาะนิราศสุพรรณเป็นโคลงสี่สุภาพ และพระไชยสุริยาและบทเห่เป็นกาพย์ ท่านสุนทรภู่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผุ้ต้นคิดกลอนตลาด หรือที่เรียกว่ากลอนสุภาพ คือ กลอนแปดนั่นเอง เป็นคำกลอนที่ใช้ถ้อยคำตรงๆ หรือ คำตลาด ฟังง่าย เข้าใจง่าย มีสัมผัสใน และมีระดับเสียงขึ้นลงเหมือนเสียงดนตรี ทำให้ฟังไพเราะรื่นหู ซึ่งไม่มีกวีผู้ใดเคยทำมาก่อน ในบรรดาบทกวีนิพนธ์เหล่านี้ ได้มีผู้แปลหรือย่อเรื่องเป็นภาษาต่างประเทศบ้างแล้ว เช่น นิราศเมืองแกลง นิราศพระประธม พระไชยสุริยา รำพันพิลาป และพระอภัยมณี บทกวีนิพนธ์ที่ยิ่งใหญ่ของท่านสุนทรภู่ คือ พระอภัยมณี ซึ่งเป็นคำกลอนมีจำนวนถึง ๒๕,๔๑๒ คำกลอน หรือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คำ คิดเป็นบทโศลกของพราหมณ์ เท่ากับ ๑๒,๗๐๖ บท ยาวกว่าบทกวีนิพนธ์สมัยกรีกโบราณอันลือโลกเรื่องอิลเลียด (Iliad)และออดิสซีย์ (Odyssey) ของมหากวีโฮเมอร์ ซึ่งมีความยาวประมาณ ๑๒,๕๐๐ บทโศลก และสารานุกรมบริตานิกายกย่องว่า เป็นงานอันดับแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณคดีโลก บทกวีนิพนธ์ที่ยาวกว่าเรื่องพระอภัยมณี เห็นจะมีก็แต่มหาภารตของอินเดียเท่านั้น ส่วนบทกลอนในวรรณกรรมเรื่องอื่นๆ นอกจากพระอภัยมณีมีจำนวนรวมกัน ๑๐,๙๒๐ บท เมื่อรวมกับบทกลอนในพระอภัยมณีแล้วก็จะมีจำนวนถึง ๒๓,๖๒๖ บท สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงให้ความเห็นไว้ในประวัติท่านสุนทรภู่ว่า ถ้าจะให้เลือกกวีไทยบรรดาที่มีชื่อเสียงปรากฏในพงศาวดาร คัดเอาแต่ที่วิเศษเพียง ๕ คน ใครๆก็เห็นจะต้องเอาชื่อท่านสุนทรภู่ไว้ในกวี ๕ คน นั้นด้วย |
| องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)ได้ประกาศยกย่องสุนทรภู่ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปีเกิด เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙ |
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (53)
แสดงความคิดเห็น












ยแดมาบยแสทบเยา



























| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||
วันที่ 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 22:09
โดย : 555+
อีเมล์ : 9999+
เว็บไซต์ : +3++3+3+3+
IP 125.24.180.xxx