10 เมษายน 2551
การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย
ประเทศไทยได้มีการนำสมุนไพรมาใช้ในการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยมาแต่โบราณกาลซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนในสมัยก่อนสามารถดำรงอยู่ได้ แม้จะไม่มียาแผนปัจจุบันใช้เลยก็ตาม ความรู้ในการใช้สมุนไพรได้สั่งสมต่อเนื่องกันมาช้านานในลักษณะของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละภูมิภาค จนกระทั่งมาถึงช่วงที่ประเทศไทยได้นำการแพทย์แบบตะวันตกเข้ามาใช้เมื่อประมาณร่วมร้อยปีมาแล้ว ภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของไทยก็ได้ถูกละเลยและถูกกลืนโดยการแพทย์แบบตะวันตกหรือที่เรียกกันว่า การแพทย์แผนปัจจุบันจนทำให้ถูกมองว่า การใช้ยาสมุนไพรเป็นเรื่องไม่ทันสมัยซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าทำให้ความรู้ในส่วนนี้หยุดการพัฒนาไปเป็นเวลานาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาไทยในทุกๆด้านรวมทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และงานฝีมือต่างๆ ซึ่งมีหน่วยงานศูนย์ศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถรองรับในการอนุรักษ์ เผยแพร่และขยายผลจนทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆมีรายได้ดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นวิธีการที่พระองค์ทรงใช้ในการพัฒนานั้น ทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน" กล่าวคือเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสตั้งตัว ซึ่งแนวคิดเช่นนี้น่าจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ทรงปรารถนาให้สังคมภายนอกเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือทำลายสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แต่เดิมในชุมชนนั้นซึ่งหมายรวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้สั่งสมกันมาช้านานด้วย
ในเรื่องที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาไทยในการใช้สมุนไพรนั้น พระองค์ทรงตระหนักอย่าง ชัดเจน หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้ นอกเหนือจากที่ได้ทรงสนับสนุนการจัดทำสวนป่าสมุนไพรอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางแล้ว ยังได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับบุคคลที่เกี่ยวข้องบางท่าน เช่น นายแพทย์นพรัตน์ บุลยเลิศ ให้ศึกษาค้นคว้าวิธีรักษาโรคมะเร็งโดยใช้สมุนไพรไทย นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคม 2541 พระองค์ยังได้พระราชทานคำแนะนำแก่คณะวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงานโครงการรักษาผู้ป่วยเอดส์ โดยใช้สมุนไพร ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ดังนี้ - การวิจัยต้องร่วมมือกันทั้งบุคคล หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ งานวิจัยก็จะบังเกิดผลสำเร็จเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ
- ให้ร่วมมือกับมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในการแก้ไขบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ ครอบครัว รวมทั้งเด็กกำพร้า ในแนวทางซึ่งมูลนิธิฯ เคยดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคเรื้อนมาแล้วและร่วมกับโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ในการผลิตสารสกัดสมุนไพรและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสมุนไพรที่ใช้ในตำรับ
- สมุนไพรที่นำมาใช้ในการรักษาโรคเอดส์ ไม่จำเป็นต้องบอกเฉพาะรักษาโรคเอดส์ หากบอกมีสรรพคุณรักษาโรคอื่นๆ ได้ก็ดียิ่งขึ้น เพื่อผู้นำไปใช้จะได้ใช้อย่างกว้างขวาง
- ส่วนผสมของสมุนไพรก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย เพราะหากประชาชนไม่เข้าใจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
- สมุนไพรที่นำมาใช้แต่ละอย่างบอกชนิด คุณประโยชน์แบบกว้างๆ ก็จะดีประชาชนจะได้ช่วยกันรักษาต้นไม้ หรือชนิดของสมุนไพรนั้นๆ ไม่ไปตัดโค่นทำลาย
- บางหมู่บ้านประชาชนเป็น thalassemia กันมาก ให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาให้การศึกษาแก่ประชาชนให้เข้าใจ หรือวิจัยให้เม็ดเลือดแดงมีการทำลายน้อยลง อาจใช้สมุนไพรเป็นตัวยับยั้ง (antioxidant) หรือหายาขับเหล็ก เพื่อให้ชีวิตยาวขึ้น
- คณะวิจัยให้ชื่อว่า คณะวิจัยสมุนไพร หรือส่งเสริมการวิจัยสมุนไพร หากชื่อคณะวิจัยโรคเอดส์ประชาชนจะรู้สึกน่ากลัว
- หากบอกว่าโรคเอดส์รักษาหายได้ประชาชนก็จะป้องกันตัวเองน้อยลงไป
- ให้สนใจพัฒนาการวิจัยสมุนไพรให้มากๆ เพราะเป็นภูมิปัญญาของเราเองโดยให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะเรามีทุนทรัพย์น้อย
- พระราชทานให้กำลังใจและขอบใจต่อคณะวิจัย และพระราชทานพรขอให้ทำงานประสบผลสำเร็จ
พระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสนพระราชหฤทัยและพระปรีชาในเรื่องของสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่ปรากฎในข้อ 9 เป็นสิ่งบ่งบอกอย่างชัดแจ้งถึงการที่ทรงตระหนักในคุณค่าของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยเรื่องการใช้สมุนไพร นำมาจาก http://elearning.ptpk.ac.th/mod/resource/view.php?id=708
Posted by : tanoy
เวลา : 10:23
จำนวนผู้อ่าน : 8224 คน
Url เรื่องนี้คือ : http://learning.eduzones.com/offy/5219
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (2)
แสดงความคิดเห็น
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
<ก่อนหน้า ถัดไป>
1
วันที่ 14 มิถุนายน 2551 เวลา 11:15
โดย : เบียร์บ้า
อีเมล์ : evil1154258@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 124.157.230.xxx