แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารธุรกิจ
พอใจ พุกกะคุปต์
เวลานี้เป็นวินาทีที่พวกเราต้องมองไปข้างหน้า ฟ้าใหม่จะเริ่มแจ่มใสหรือไม่อยู่ในมือเรา
อดีตคือเรื่องที่สิ้นสุดแล้ว จะแห้วจะโหด จะลิงโลดเท่าใด อาจไม่สำคัญเท่ากับวันพรุ่งนี้
ดังนั้น วันนี้ที่เรากำลังก้าวย่างสู่ปีใหม่ แทนที่จะเหลียวหลังละล้าละลัง ขังตัวเองกับอดีต ดิฉันคิดว่าที่สำคัญ ต้องแลหน้า หันหาอนาคต แน่นอน เราต้องเรียนรู้จากความสำเร็จเมื่อวาน ต้องหลาบจำจากความผิดพลาดที่อาจเป็นข้อจำกัดในอดีต แต่ไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้ เน้นทำให้อนาคตสดใส ได้เรื่องกว่ามากค่ะ
ดิฉันขอใช้เวลาแห่งการมองไปข้างหน้าในช่วงเปลี่ยนปี เล่าแนวโน้มที่น่าสนใจในอนาคตเรื่องธุรกิจการบริหารจัดการ โดยมองผสมผสานกับเรื่องเทคโนโลยี อันเป็นปัจจัยที่ผู้บริหารต้องใส่ใจ ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด
เทคโนโลยีเป็นอนาคต ผู้บริหารท่านใดใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากกว่า เร็วกว่า เหมาะสมกว่า ถือว่าจะสามารถคุมชะตาขององค์กรได้โดดเด่นกว่าผู้บริหารท่านอื่นแน่นอน
ล่าสุด บริษัท McKinsey & Co. ยักษ์ใหญ่ในวงการที่ปรึกษาการบริหารจัดการองค์กร ได้รวบรวมศึกษาและระบุแนวโน้ม หรือ Trend ด้านเทคโนโลยีที่ผูกโยงกับธุรกิจให้จับตามอง ให้คอยจ้องเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับองค์กร เพราะเป็นจุดที่สร้างความได้เปรียบในการบริหารธุรกิจอย่างน่าสนใจ
ทั้งนี้ การมองอนาคตของเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ ไม่ควรมองเทคโนโลยีเป็นสูตรสำเร็จ ในฐานะคนบริหารองค์กร ท่านผู้อ่านควรมองว่าเทคโนโลยีเป็นเพียง เครื่องมือ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการค่ะ
แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีเพื่อผลักดันธุรกิจที่น่าสนใจคือ
1. ใช้เทคโนโลยีเพื่อทำงานร่วมกับคู่ค้า
เทคโนโลยีสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากขึ้นๆ โดยมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงๆ
องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีในการทำงานกับคู่ค้า มีอาทิ วงการค้าปลีก บริษัทค้าปลีกชั้นนำ เช่น Wal-Mart เริ่มใช้เทคโนโลยีร่วมกับคู่ค้าเพื่อบริหารจัดการระบบ Supply Chain รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งห้างและผู้ผลิตสามารถเชื่อมต่อข้อมูลให้รับรู้ถึงยอดจำหน่าย และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การวางแผนการผลิต การสั่งซื้อ ตลอดจนการขายเป็นไปอย่างแม่นยำ
นอกจากนั้นบริษัทค้าปลีกชั้นนำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Wal-Mart หรือ Carrefour ปัจจุบันอยู่ระหว่างการใช้เทคโนโลยีในการติดตามสินค้าโดยใช้ระบบป้ายดิจิทัล หรือ Digital Tagging System เพื่อบริหารสินค้าว่าอยู่ที่ใด เมื่อใช้เทคโนโลยีบริหารตลอดจนติดตามสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายที่ลดลง และรายได้ที่สูงขึ้น
2.ใช้เทคโนโลยีเพื่อทำงานร่วมกับลูกค้า
หลายองค์กรตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าใจลูกค้า รู้ลึกถึงมุมมอง ตลอดจนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย เพื่อการเสาะแสวงหาสินค้าและบริการที่ทั้งแตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น...เมื่อทำได้ ย่อมหมายถึงความสำเร็จ
เทคโนโลยีช่วยให้องค์กรสามารถบริหารข้อมูลมากมายที่เก็บได้จากลูกค้า ให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้นได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยคุ้นกับการซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ที่มักสอนให้พนักงานขายนำเสนอสินค้าเพิ่มเติม หรือ Up-sell แบบเป็น ระบบ เช่น หากซื้อยาสีฟัน พนักงานก็จะเสนอว่าสนใจซื้อแปรงสีฟันด้วยไหมคะ
ดิฉันแอบสังเกตว่าเมื่อซื้อของบางอย่างที่พนักงานนึกไม่ออกว่าควรจะเสนออะไรควบคู่ดี คำตอบสุดท้ายมักเป็น รับขนมจีบด้วยไหมคะ!
เทคโนโลยีของการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สามารถบริหารลูกค้าได้อย่างทันสมัยได้ประโยชน์ทั้งองค์กรและลูกค้า คือการเก็บข้อมูล และประมวลผลแบบ Mass Customization กล่าวคือ สามารถเสนอสินค้าที่เฉพาะเจาะจงตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายได้แบบไม่เหมาโหล โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเพราะใช้เทคโนโลยีช่วย
บริษัทขายอาหารแบบส่งถึงที่ หรือ Delivery วันนี้ ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลและจำได้ว่าลูกค้าคนนี้เคยสั่งอะไร ชอบอาหารแบบไหน การ Up-sell จึงคมและสมจริงขึ้นกว่าเสนอ ขนมจีบ
ธุรกิจอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีใกล้เคียงกันในการจัดกลุ่มและพฤติกรรมลูกค้า มีอาทิ Amazon.com ยักษ์ใหญ่ในวงการขายหนังสือ on-line เมื่อลูกค้าสั่งซื้อหนังสือเล่มใด ระบบฐานข้อมูลจะให้ข้อมูลลูกค้าทันทีว่า ท่านลูกค้าครับ เพื่อนๆ ลูกค้าท่านอื่นที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ เขาซื้อหนังสือเล่มอื่นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อดังนี้ครับ...
ผลคือยอดขายของหลายองค์กรใช้ระบบ Recommendation Engine นี้ สามารถเพิ่มยอดขายได้เฉลี่ย 22%...ไม่ธรรมดาค่ะ
นอกจากนั้น บางองค์กรที่เปรี้ยวขึ้น ก็พร้อมที่จะใช้ระบบสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีเข้าถึงลูกค้า เพื่อให้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ออกความเห็น ตลอดจนตัดสินใจในการผลิตสินค้าใหม่
หลายองค์กรให้ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะลูกค้า นำเสนอรูปแบบ สินค้าหรือการให้บริการผ่านโลกไอที ที่ลดต้นทุนการประสานงานติดต่อระหว่างบริษัทกับลูกค้า เช่นบริษัท Threadless ของสหรัฐอเมริกา ให้ลูกค้าเสนอแบบเสื้อยืดที่โดนใจ แล้วให้ลูกค้าอื่นโหวต on-line ว่าชอบและอยากได้แบบไหน บริษัทจะผลิตแบบที่ได้คะแนนสูงๆ ประโยชน์เห็นชัดๆ คือ ไม่ต้องออกแบบเอง ลดความเสี่ยงของการออกสินค้าใหม่ เพราะได้มุมมองของกลุ่มลูกค้ามาแล้ว ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของแบบใหม่ได้ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งของยอดขาย ลูกค้าโดยรวมก็ได้เสื้อแบบที่ตัวชอบ ถือว่า Win-Win-Win แบบไม่แพงก็ว่าได้
3.การใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการภายในองค์กร
องค์กรที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม เช่น Google นำเอารูปแบบข้างต้นมาใช้ในองค์กร โดยสนับสนุนให้พนักงานทุกคนคิดค้นและนำเสนอแนวคิดตลอดจนสินค้าและการบริการใหม่ๆ ผ่าน Web ภายในขององค์กร พนักงานทั้งหมดสามารถเข้าดูโครงการใหม่ๆ เหล่านี้ และโหวตว่าชอบอะไรและอยากมีส่วนร่วมในการทำงานโครงการไหน
ผลคือสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างเชิงความคิด มีนวัตกรรมใหม่ๆ คนทำงานก็มีสิทธิเลือกทำงานที่โดนใจ โครงการที่โด่งดังหลายโครงการ เช่น Google Mars ก็ได้มาจากกระบวนการนี้
ดังนั้น แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีกับการบริหารธุรกิจ คือใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และการบริหารข้อมูลจำนวนมากอย่างแม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที โดยมีค่าใช้จ่ายถูกลง เพื่อใช้ทำงานร่วมกับคู่ค้า ลูกค้า ตลอดจนคนในองค์กรในรูปแบบต่างๆ ดังตัวอย่างข้างต้น
องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อบริหารข้อมูลมากมายมหาศาล โดยจัดประมวลออกเป็นแนวทางในการชี้แนวโน้มและให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงธุรกิจได้เฉียบคมขึ้น เร็วขึ้น ถูกลง หลงทางน้อยลง เพราะมีที่มาที่ไป ไม่มั่ว
ใครทำได้ ถือว่านำ Trend เป็นผู้นำในปี 2551 ได้
นำมาจาก http://www.bangkokbizweek.com/20071204/bschool/index.php?news=column_25374117.html