18 มิถุนายน 2551สังคมวิทยาศาสตร์แห่งการศึกษาสังคม : สังเคราะห์ผ่านประสบการณ์ภาคสนามสู่การสร้างความรู้ภาคทฤษฎี
นายชลเทพ ปั้นบุญชู*
ปฐมบทแห่งสังคมศาสตร์สู่สังคมวิทยา
มีผู้คนมากมายทำความข้าใจตนเองเพื่ออธิบายที่มาที่ไปของมนุษย์และพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสังคมรวมถึงการศึกษาปฏิสัมพันธ์ในแต่ละระดับ จึงก่อเกิดศาสตร์แห่งการศึกษาอย่าง สังคมศาสตร์[1] โดยมองในมิติที่ต่างกันซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มการศึกษาตามรูปแบบพฤติกรรมและระเบียบแบบแผนของปฎิสัมพันธ์ทางสังคมทั้งในด้านเศรษฐกิจที่ออกมาในรูปของ เศรษฐศาสตร์ ด้านมนุษย์ในเชิงวัฒนธรรมและวิวัฒนาการอย่าง มานุษยวิทยา ด้านสภาวะแห่งอำนาจและการจัดการด้านการปกครอง และการเมืองอย่าง รัฐศาสตร์ และศาสตร์หนึ่งที่ไม่อาจละเลยนั่นก็คือ สังคมวิทยา วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคม โดยวิเคราะห์ถึงหน่วยย่อยต่างๆไม่ว่าจะเป็นในระดับปัจเจกบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับสถาบัน จนไปถึงระดับชุมชนขนาดใหญ่ไร้พรมแดนของรัฐชาติ[2] อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ในฐานะเป็นสมาชิกทางสังคม และได้รับอิทธิพลจากกระบวนการทางสถาบันต่างๆผ่านการเรียนรู้ทางสังคม(socialization)สู่การยอมรับกฏเกณฑ์ต่างๆเพื่อรักษาระเบียบทางสังคม
สารัตถะการเรียนรู้ สังคมวิทยา ในฐานะศาสตร์แห่งพื้นฐานชีวิต
นักคิดทางสังคมวิทยาพยายามที่จะหากฎเกณฑ์ต่างๆเพื่ออธิบายชีวทัศน์ของมนุษย์ในปริบททางสังคม โดยศึกษารูปแบบพฤติกรรมต่างๆ มาจัดเรียงเป็นระบบ เชือมโยงความสัมพันธ์เรียงร้อยและจำแนกประเภทตามรูปแบบลักษณะทางสังคมหลากหลายอันนำมาซึ่งข้อสรุปจนเป็นที่มาของทฤษฎี โดยแต่ละสำนักจะมีจุดเด่นและใช้กระบวนการศึกษาเป็นระเบียบชัดเจน(methodology)[3] เพื่อสามารถอาธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมที่เกิดชึ้นได้
ในยุคแรกของการศึกษาทางสังคมวิทยามุ่งเน้นวิธีวิทยาแบบวิทยศาสตร์เข้ามาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการศึกษาให้มีระบบโดยใช้ลักษณะข้อมูลเชิงประจักษ์(empirical)[4] และตั้งระบบการหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำให้ยุคแรกของการศึกษาทางสังคมวิทยาจึงติดอยู่กับข้อจำกัดของแนวการศึกษาดังกล่าวจนเป็นที่มาของการสร้างทฤษฎีและวิธีวิทยาใหม่ๆออกมาโดยการให้ความสำคัญกับปัจเจกและมโนทัศน์ทางความคิดมากขึ้น รวมถึงนัยยะที่ซ่อนอยู่ในระบบโครงสร้างของความสัมพันธ์ทางสังคมจนซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้องค์ความรู้ด้านังคมวิทยามีความหลากหลายและเหมาะสมต่อการเข้าใจปรากฎการณ์ในมุมที่แตกต่าง
ดังนั้นสังคมวิทยาจึงเป็นศาสตร์พื้นฐานที่พยายามทำความเข้าใจมนุษย์ ปรากฎการณ์ทางสังคม และแบบแผนของความสัมพันธ์และการกระทำที่ออกมาในรูปของวัฒนธรรม ค่านิยม วิถีชีวิต สังคมวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เราได้ตระหนักรู้ถึงเรื่องราวอย่างมีพุทธิปัญญา และสามารถปรับตัวในสภาวะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ความพิเศษในศาสตร์ทางสังคมวิทยายังถูกนำไปใช้เป็นมิติหนึ่งของเนื้อหาในการอธิบายเพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์ใให้กับสังคมศาสตร์ด้านต่างๆ เช่นระบบอุปภัมภ์ในสังคมไทยกับระบบการปกครองไทย พฤติกรรมด้านเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆของแต่ละสังคม ค่านิยมทางสังคมที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ ผลกระทบด้านสังคมหลังจากการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานเศรษฐกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม ปรากฏการณ์ดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จำต้องนำความรู้ด้านสังคมวิทยา โดยศึกษาจากทฤษฎีคลาสสิค ทฤษฎีร่วมสมัย และทฤษฎีสมัยใหม่รวมไปถึงแนวคิดหลังสมัยใหม่ ทำให้เกิดมุมองทางความคิดที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการอธิบายในสังคมศาสตร์ด้านอื่นๆ เนื่องจากสังคมวิทยามิได้เลือกศึกษาเฉพาะพฤติกรรมด้านใดด้านหนึ่งแต่มองถึงการศึกษาสถาบันต่างๆแบบองค์รวม(holistic )[5] ซึ่งจะสามารถอธิบายความซับซ้อนและเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ในระบบความสัมพันธ์ทางสังคม โดยเน้นการศึกษาเพื่อสร้างความกระจ่างชัดในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าที่จะชี้ถูกชี้ผิด หรือตัดสินปรากฏการณ์แบบ(อคติ)
แรงบันดาลใจจากสังคมวิทยาสู่กระบวนการสร้างทฤษฎีและวิธีวิทยาใหม่กับการศึกษาสังคมไทย กรณีศึกษา : ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย
การศึกษาตามแนวทางสังคมวิทยาเน้นการศึกษาโดยวิเคราะห์หน่วยย่อยต่างๆ เพื่อเข้าใจถึง
โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์ เป็นแนวทางการศึกษาหรือสร้างทฤษฏีที่สามารถอธิบายได้เหนือกาลเวลาและวิเคราะห์ได้ในหลากหลายมีความเป็นสากล หรือบางทฤษฎีอาจอธิบายได้เฉพาะกรณีนั้น บริบทนั้น เวลานั้น ด้วยเหตุและปัจจัยเฉพาะอันเชื่อมโยงกัน
แนวคิดเรื่อง ส้มตำไทย[6] วิธีวิทยาใหม่ในการศึกษากลุ่มคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิไตย นับเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักสังคมวิทยา โดยีประเด็นรายละเอียดมากมาย หากพินิจดูแล้วสามารถอรรถฐาธิบายในลักษณะการเกิดของพฤติกรรมหมู่ซึ่งมีตัวแปรจากโครงสร้างทางสังคมเอื้อต่อการรวมกลุ่มนั่นก็หมายถึงเมืองหลวงที่สามารถรวมตัวได้ง่าย และเกิดความตึงเครียดอันเกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมทั้งในเรื่องปากท้อง ผลประโยชน์ส่วนตน การถูกเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจ การใช้กฏหมายโดยลุแก่อำนาจ โดยสร้างระบบความเชื่อผ่านวาทกรรมในเวธีพันธมิตรใช้เป็นเครื่องมือโจมตีรัฐ และดึงประชาชนที่มีประสบการณ์ร่วมเข้ามาเคลื่อนไหวในอุดมการณ์ของกลุ่มเพื่อโค่นล้มรัฐบาลซึ่งถือเป็นเป้าประสงค์สูงสุด
ส้มตำไทยกับการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะเชิงเปรียบเทียบของพฤติกรรมกลุ่มพันธมิตร
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเปรียบเสมือนผู้ตำส้มตำ ที่เน้นลักษณะรสชาติที่ตรงจริตตามแบบที่ต้องการ ซึ่งแม่ค้าส้มตำจะมีการปรุงรสชาติแตกต่างกันไปตามความถนัด และฝีมือมักจะไม่เที่ยงเพราะส่วนใหญ่เป็นการกะประมาณส่วนผสมซึ่งอาจเผ็ดนำ หรือเปรี้ยวนำ ก็แล้วแต่อารมณ์ของผู้ตำเป็นหลัก เปรียบได้กับการที่กลุ่มพันธมิตรเลือกที่จะวิวาทะตามไสตล์ที่ตนเองถนัด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟังจะชื่นชอบรสชาติไหน แต่ในขณะเดียวกันผู้ฟังเองยังเลือกที่จะกำหนดรสชาติตามที่ตนเองชื่นชอบได้อีกด้วย โดยการแสดงความพอใจและเรียกร้องให้แกนนำนำเสนอความเลวร้ายของอดีตนายกและลิ่วล้อที่ประพฤติปฏิบัติต่อประเทศชาติ(โดยการใช้มาตราฐานของกลุ่มตนเองผ่านสื่อเพื่อตัดสินแบบกระบวนการศาลเตี้ย?)[7] ส่วนประกอบของส้มตำจึงถูกกำหนดตามความพึงพอใจจากผู้ตำสู่ผู้รับประทาน ส้มตำไทยเป็นภาพสะท้อนของอาหารที่ มีรสชาติพิเศษ และผู้นิยมเป็นกลุ่มเฉพาะ ฝีมือของผู้ตำจึงมีความสำคัญมาก ว่าจะตำอย่างไรให้ถูกใจคนรับประทาน เผ็ดแค่ไหน? เปรี้ยวแค่ไหน? เพื่อให้ผู้เข้ามาลิ้มลองติดใจ โดยสังเกตจากความพึงพอใจของผู้ชิม การสร้างรสชาติดังกล่าวจึงหมายถึงการปรุงแต่งข้อมูลที่โจมตีคู่ตรงข้ามของพันธมิตร เลือกที่จะนำเสนอด้านลบของอดีตนายก และพวกพ้อง และนำเสนอจุดอ่อนมากกว่าที่จะมองข้อมูลเชิงประจักษ์โดยพยายามใช้อัตวิสัยส่วนตัว กับการสร้างข่าวเพื่อหวังผลให้บรรลุเป้าหมาย ผู้ชิมจึงติดใจในรสชาติเพราะรสชาติส้มตำถูกลิ้นเป็นอย่างยิ่ง แม่ค้าตำได้ถูกใจ เข้าถึงกลุ่มลูกค้า ซึ่งเปรียบได้กับกลุ่มต่างๆในสังคมอาทิ กลุ่มรักนายหลวง กลุ่มราชการที่ถูกการเมืองแทรกแซง กลุ่มไม่แก้รัฐธรรมนูญ กลุ่มไม่ชอบนายกปากจัดอารมร์ร้าย และกลุ่มอื่นๆ โดยอาศัยแกนนำที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน รวมถึงการเชิญวิทยากรเฉพาะที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะตำส้มตำให้ถูกปากได้ผ่านร่วมกันในวิวาทะ กรวดน้ำคว่ำขันขับไล่รัฐบาลซึ่งมีลักษณะของการแพร่ระบาดทางอารมรณ์ (social contagtion)[8]
ปัจฉิมบท
การศึกษาสังคมวิทยา ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม ซึ่จะต้องอาศัยพื้นฐานศาสตร์ดังกล่าวเพื่อเข้าในถึง สภาวะ หากไม่เช่นนั้นแล้วเราจะปราศจากความเข้าใจสังคมอย่างแท้จริง มองเห็นปรากฏการณ์อย่างพร่ามัวและวิเคราะห์สถาณการณ์แบบตื้นเขิน เต็มไปด้วยความรู้แบบอคติ และมายาคติเปรียบเสมือนการสวมแว่นที่มีระยะเลนส์ที่ไม่เหมาะกับสายตา จนทำให้การมองเห็นไม่แจ่มชัด หากเราเลือกใช้เลนส์ที่พอดีกับระยะโฟกัสก็จะทำให้เรามองเห็นภาพต่างๆชัดเจน สังคมวิทยาจึงเปรียบเสมือนเลนส์ในระยะที่เหมาะสมซึ่งจะสามารถเป็นเครื่องมือเพื่อเสริมความเข้าใจด้านสังคม ยอมรับการอยู่ร่วมกันในกฏเกณฑ์ทางสังคมได้อย่างผาสุข ฉันใดที่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญต่อชีวิตฉันนั้นก็หมายถึงการศึกษาทางสังคมวิทยาก็มีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน
* นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมวิทยา คณะรัฐศาสร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[1] สังคมศาสตร์ เป็นการศึกษาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสังคมในแง่มุมต่างๆนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีเพิ่มเติมคือสาขาบริหารธุรกิจ กฏหมาย นิเทศศาสตร์และ จิตวิทยาก็จัดอยู่ในหมวดหมู่ดังกล่าว
[2] พรมแดนดังกล่าวเกิดในช่วงสมัยของการติดต่อสื่อสารที่มีความสะดวกรวดเร็วและหลากหลายช่องทางที่มิได้จำกัดพรมแดนของรัฐชาติ หากหมายถึงกลุ่มชุมชนออนไลน์ หรือกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีพื้นที่กิจกรรมร่วมกันทั่วโลก
[3] การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลตามแบบแผนในลักษณะต่างๆซึ่งมีมากมายหลายวิธีการสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์
[4] ข้อมูลที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริง มีความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง ตามแนวทางแบบpositivity
[5] การศึกษาแบบองค์รวม ทุกระบบ ทุกสถาบันซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และมีผลผูกพันธ์ซึ่งกันและกัน
[6] เป็นแนวคิดที่ได้มุมมองจากการถกเถียงในชั้นเรียน รายวิชาทฤษฎีทางสังคมวิทยา เรื่องgrounded theory โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดทฤษฎี Macdonaldization ของ George Ritzer สู่แนวคิดเรื่องส้มตำ
[7] ได้รับแนวคิดจากเรื่องสื่อ ฐานันดรที่สี่ สื่อจะมีอภิสิทธิ์ในการนำเสนอเนื้อหาเพื่อชักจูงหรือเป็นการลงโทษและสามารถทำให้ผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นจำเลยทางสังคม ซึ่งอาจจะมีผลมากกว่าการตัดสินในกระบวนการยุติธรรมซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวอาจมีการใส่อคติในข้อมูลได้
[8] เป็นการเชื้อเชิญให้ผู้รับฟังมีอารมณ์ร่วมและคล้อยตามเพื่อหวังผลในเป้าประสงค์ ดังนั้นจะมีการชักจูง ชี้นำให้มีอารมณ์อย่างเดียวกัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือสังคมวิทยา สุพัตรา สุภาพ ในเรื่องพฤติกรรมกลุ่ม
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น
| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||