ขณะนี้กำลัง LOAD อยู่ กรุณารอสักครู่...
ชุมชนการศึกษา Online ที่มีสมาชิก และ Pageview มากที่สุดในประเทศ
eduzones logo

ส่องสร้างสังคมไทย

เมื่อทุกสรรพส่งก่อ เกิด เปลี่ยนแปลง และดำรงอยู่ ในสภาวะ เราต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหา เพื่อไตร่ตรองด้วยปัญญา จะนำมาสู่พื้นฐานทางความคิดอันล้ำค่าและปราศจากอคติ

respond12 ธันวาคม 2550

“รักแห่งสยาม” (เปิดตำนานรักฉบับสีม่วง)บทวิพากษ์หนัง ในมิติทางสังคมวิทยา

    

สำหรับวัยรุ่นและครอบครัว

           รักแห่งสยาม(เปิดตำนานรักฉบับสีม่วง)บทวิพากษ์หนัง ในมิติทางสังคมวิทยา

                                                                                            คำเตือน: ดูหนัง ดูละคร ย้อนดูตัวเองนาย

                                                                                         ชลเทพ  ปั้นบุญชู(นักวิชาการอิสระด้านสังคม)

ภาคอารัมภบท     

             ในช่วงเวลายามบ่าย ณ โรงหนังแห่งหนึ่งย่านพระราม 3  แม้ว่าผู้คนจะมิได้มากมายอย่างที่คิด แต่ก็สงบเพียงพอที่จะทำให้ผมได้ดูหนังพร้อมกับทบทวนเนื้อหา วิธีคิด วิธีถ่ายทอดได้อย่างละเอียดเพื่อเขียนบทความมหากาพย์เกย์ภาคสาม ผมถือว่านี่คือซีรี่ส์ต่อเนื่องจากชุดที่หนึ่งและชุดที่สองที่ผมเคยได้เขียนเอาไว้ในบทความเรื่อง ประวัติศาสตร์เกย์ในสยามประเทศ[1] และเรื่อง เพื่อนกูรักมึงว่ะ[2] ผมเองก็มิได้เชี่ยวชาญเรื่องเกย์อะไรแต่ที่สนใจเพราะช่วงนี้หนังเกย์เข้ามาบ่อยๆต่อเนื่องและแฝงไปด้วยนัยยะต่างๆที่ต้องการค้นหาคำตอบ อีกทั้งเพื่อนหลายคนรบเร้าให้ผมไปดูเรื่องนี้จนผมต้องออกโรงไปชมหนังเรื่องดังกล่าว ทั้งๆที่ชีวิตจริงคือไม่ค่อยได้ดูหนังโรงซักเท่าไร (คืองบน้อยและเสียดายเงินนะครับ) แต่อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าคุมค่ากับราคาเพราะเนื้อหาดีจนผมคาดไม่ถึง ตอนแรกก็นึกว่าหนังรักทั่วๆไปตามประสาหนุ่มสาววัยรุ่นเพราะได้เห็นการทำPR ของหนังเรื่องนี้ ก็ดูเรียบๆธรรมดา ผมมันวัยรุ่นช่วงปลายกลัวจะไม่สามารถรับอรรถรสของเนื้อหาได้อย่างเต็มบริบูรณ์ (เลยช่วงวัยของรักแบบนั้นไปแล้ว) แต่ที่ไหนได้ครับมีเรื่องอื่นมาด้วย ทั้งความรัก(เพื่อน หรือ? ครอบครัว และแฟน)เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายจนนึกว่าดูผิดเรื่อง 

 ภาคสารัตถะ ว่าด้วยสังคมวิทยากับการศึกษางานภาพยนตร์ รักแห่งสยาม บทวิพากษ์ วิจารณ์วิเคราะห์

นาฏลักษณ์ตัวละครและเนื้อหา 

     เรื่อง รักแห่งสยาม เป็นภาพยนตร์ที่ผมจัดให้อยู่ในประเภทromantic dramaโดยมีตัวดำเนินเรื่องหลักคือ มิว เด็กหนุ่มผู้มีอดีตที่อ่อนแอถูกเพื่อนแกล้ง พลัดพรากจากพ่อมาอาศัยอยู่กับอาม่า โดยความรู้สึกเสมือนถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว และโต้งเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีพี่สาวชื่อแตงและครอบครัวที่อบอุ่น มิวรู้สึกว่าตนเองผูกพันธ์กับโต้งเพราะโต้งคอยช่วยเหลือจากการรังแกของเพื่อนๆที่โรงเรียน มิวสนิทกับโต้งซึ่งบ้านอยู่ใกล้กัน และรู้สึกว่าครอบครัวโต้งน่าอิจฉาเพราะอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา มีพี่สาวที่น่ารัก พ่อแม่ที่รักลูก แต่แล้ววันหนึ่งโต้งก็สูญเสียพี่สาวไปจากการหายสาบสูญเมื่อครั้งที่พี่สาวขอไปเที่ยวเชียงใหม่ หลังจากนั้นครอบครัวโต้งก็เปลี่ยนไป ทุกคนต่างเศร้าซึมพ่อโทษตนเองที่อณุญาติให้ไปเที่ยวโดยไม่ฟังคำทัดทานของแม่ โต้งคิดถึงพี่สาว ภาพต่างๆมันติดตาทำให้ทุกคนลืมแตงไม่ลงและในที่สุดก็ต้องย้ายบ้านไปเพื่อลบภาพในอดีตลง โต้งกับมิวจึงแยกห่างกันไป มิวได้เติบโตอยู่กับอาม่าจนวาระสุดท้ายของชีวิตอาม่าและใช้ชีวิตมาเพียงลำพังตลอดแต่ได้พบเพื่อนข้างบ้านใหม่อย่างหญิงจนได้กลายมาป็นเพื่อนสนิทในเวลาต่อมา ส่วนโต้งก็ได้เติบโตกับความปล่าวเปลี่ยวที่ทุกคนในบ้านพยายามหวนหาพี่แตงพี่สาวอันเป็นที่รักของคนในบ้าน พ่อติดเหล้าตนป่วย ส่วนแม่ก็ทำงานหนักมากขึ้นจนสร้างฐานะที่มั่นคงให้กับครอบครัว แม่โต้งจึงเปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวในเวลานั้น ชีวิตของโต้งดูจะเต็มไปด้วยความคาดหวังของแม่เพราะเหลือลูกชายเพียงคนเดียวในบ้าน จึงพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโต้ง มิวเป็นนักแต่งเพลง นักร้องนำวงออกัส วงที่มิวและเพื่อนๆที่โรงเรียนรวมกลุ่มกันขึ้นมาจากเด็กที่มีใจรักด้านดนตรี มิวเองมีความสามารถด้านการดนตรีและร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กและในที่สุดก็ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก จนเมื่อวันหนึ่งที่มิวและเพื่อนๆเดินเที่ยวเล่นอยู่แถวหน้าแผงขายเทป มิวก็ได้พบกับโต้งเพื่อนเก่า จนความรู้สึกที่มิวเคยมีต่อโต้งเมื่อครั้งสมัยเด็กๆกลับมาอีกครั้ง ทั้งสองต่างดีใจมากที่ได้พบกันอีกและได้มีโอกาสนักพบกันในช่วงเวลาหลฃังจากวันนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โต้งเองเริ่มรู้สึกแย่กับแฟนสาวที่ชื่อโดนัท หญิงสาวที่เพรียบพร้อมในแบบที่เรียกว่าสวยเลือกได้ โต้งรู้สึกว่าอึดอัดเมื่ออยู่กับโดนัทที่คอยจับผิดและเอาใจยาก โต้งไม่สามารถเข้าใจอารมณ์โดนัทได้เลยและในขณะเดียวกันโต้งเองก็กลับรู้สึกดีกับมิวขึ้นเรื่อยๆ จากเพื่อนที่เคยผูกพันธ์กันมานาน มีความเข้าอกเข้าใจกันอย่างดีจนแทบที่จะเรียกได้ว่ามองตาก็รู้ใจ มิวเป็นเพื่อนที่โต้งรู้สึกว่าเข้าใจปัญหาที่โต้งผชิญอยู่ ทั้งเรื่องพี่สาว เรื่องที่บ้าน หลายครั้งที่โต้งระบายและแลกเปลี่ยนความรู้สึกในใจกันอยู่เสมอ ต่อมามิวก็ได้พบกับผู้ดูแลศิลปินที่คอยดูแลวงออกัสอย่างพี่จูนซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายพี่สาวโต้งที่หายสาบสูญไปคือจูน จนมิวเกิดความคิดที่จะให้ทั้งคู่มีโอกาสพบกันและมิวก็นัดโต้งไปที่ห้องซ้อมดนตรี โต้งเองตกใจและดีใจที่ได้พบกับคนหน้าเหมือนพี่สาวจนได้มีโอกาสได้แนะนำให้รู้จักกับแม่ของโต้งเพื่อได้เข้าไปช่วยรักษาสภาพจิตใจของพ่อที่ย่ำแย่จากการป่วยเป็นโรคตับเนื่องจากการหายตัวของพี่แตง พ่ออาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและได้จัดงานเลี้ยงใหกับลูกสาวที่กลับมา(ซึ่งหมายถึงพี่จูนที่ปลอมตัว) มิวและเพื่อนๆก็มาเล่นดนตรีให้ที่บ้านโต้ง และทั้งคู่ได้แสดงความรู้สึกที่มีต่อกันในค่ำคืนนั้นแต่แม่โต้งผ่านเข้ามาเห็นพอดี จนแม้สั่งห้ามให้โต้งกับมิวพบกันและคบกัน โต้งไม่เข้าใจว่าหลังจากวันนั้นทำไมมิวต้องหลบหน้า ส่วนมิวเองก็สับสนเสียใจและไม่มีกำลังใจที่จะเล่นดนตรีอีก เพราะเพลงที่เล่นในคืนวันนั้นมิวแต่งขึ้นจากความรู้สึกที่มีต่อโต้ง มิวหายหน้าไปจากวงดนตรีจนเพื่อนๆในวงไม่พอใจ ส่และก็พยายามหลบหน้าโต้ง โต้งมารู้ว่าแม่สั่งห้ามไม่ให้มิวพบกับโต้งก็ไม่พอใจแม่และประชดตนเองโดยการไปเที่ยวเตร่กินเหล้ากับเพื่อน  แม่เสียใจและตัดพ้อว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆต้องประดังเข้ามาที่ครอบครัวเธอ พ่อเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการตับที่เป็นอยู่ จูนได้แต่ให้กำลังใจและแนะนำแม่โต้ง โต้งเริ่มสนิทกับหญิงมากขึ้นเพราะได้พบกันที่วงเหล้าในบ้านของเพื่อน หญิงก็ให้กำลังใจกับโต้งโดยที่ตัว เองก็รู่ว่าโต้งและมิวรู้สึกอย่างไรต่อกันและคอยช่อยเหลือทุกสิ่งอย่างเท่าที่เธอจะทำได้ มิวเองก็มาค้นพบภายหลังว่าหญิงแอบชอบตน หลังจากอาการการป่วยดีขึ้นพ่อเริ่มเห็นใจและสงสารแม่มากขึ้น โต้งเริ่มเข้าใจแม่มากขึ้น และแม่เริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดที่มีต่อโต้งและพ่อลง มิวปรับความเข้าใจกับเพื่อนและหันกลับไปเล่นดนตรีในงานคริสต์มาสอีกครั้ง โต้งไปเชียร์มิวที่ขอบสนามและช่วงจบรายการได้พูดความในใจให้มิวได้รับฟัง ทั้งคู่ต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน 

 ภาควิเคราะห์เนื้อหา สังคมวิทยาว่าด้วยเรื่องครอบครัว ความรัก และวิถีชีวิตวัยรุ่น

      หากจะว่ากันไปแล้วในมุมมองของผมกับแนวคิดเรื่องการประกอบสร้างเนื้อหา ผมกับชอบวิธีการดำเนินเรื่องนี้และวิธีกาใช้ตรรกะแสดงความเป็นเหตุและผลจุดยุบ จุดแยกและ จุดยืนของเรื่องราวได้ดี ต่างกับหนังเกย์ของคุณพจน์ ที่ออกจะดูจาบจ้วงและรวบรัดมากไปหน่อย อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็มีคำอธิบายเพียงพอสำหรับการเข้ามาสู่วังวนแห่งชายรักชาย และที่สำคัญผมดูเรื่องนี้ผมกลับรู้สึกว่าไม่ใช่แก่นเรื่องแบบหนังชายรักชาย แต่มันน่าจะหมายถึงนิยมความรักในหลากหลายมิติทั้งมิตรภาพ ครอบครัว ความรู้สึกที่ผูกพันธ์ที่มุ่งเน้นสุนทรียศาสตร์ทางจิตใจมากกว่าที่จะเอากามรมณ์เป็นที่ตั้ง คือเรียกว่าความรักอยู่เหนือและก้าวพ้น ความ ใคร่

สังคมวิทยาว่าด้วยเรื่องครอบครัว 

     เรื่องรักแห่งสยามได้พยายามอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวไว้อย่างดีเลยทีเดียว โชคดีที่ผมได้มีโอกาสเรียนรายวิชาสัมพันธภาพทางครอบครัวในรายวิชาทางมานุษยวิทยาเมื่อครั้งยังเรียนในระดับปริญญาตรี ทำให้สามารถเข้าใจวิธีการสร้างปมปัญหาในโครงเรื่องตามแนวทางจิตวิเคราะห์[3] ผมประทับใจในฉากอาม่าพยายามสร้างกุศโลบายชักจูงให้มิวเกิดความเข้าใจแบบง่ายๆเพื่อให้มิวมีความรู้สึกอยากที่จะอยู่เป็นเพื่อนอาม่าได้ นอกจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างลูกผู้หญิงกับพ่อกและลูกผู้ชายกับแม่ยังได้ถูกนำเสนอในเนื้อเรื่องอีกด้วย พ่อจะมีความรู้สึกห่วงหาลูกผู้หญิงมากเป็นพิเศษเพราะถือเป็นการปรับตัวระหว่างคู่ตรงข้าม ในขณะที่ลูกชายก็จะปรับตัวเข้าหาแม่ จึงไม่แปลกที่เนื้อเรื่องนำเสนอในลักษณะที่พ่อจะรักลูกสาวและตามใจลูกสาวมาก ผิดกับแม่ที่จะคอยห้ามปรามอยู่ตลอดเวลา แม่ยังมีโครงสร้างแบบแข็งกร้าวที่เป็นผู้นำครอบครัวแต่พ่อกลับกลายเป็นผู้ชายขี้เหล้าไม่เอาไหน การปรับตัวทางสังคมของลูกอาจมีปัญหาภายหลังได้[4] แม่ได้แสดงบทบาทที่เป็นความคาดหวังของผู้ชายที่ต้องมีลักษณะผู้นำครอบครัว เมื่อโครงสร้างเปลี่ยนกรปรกับโต้งเองก็รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถเลียนแบบพฤติกรรมพ่อได้นอกจากนั้นยังมีความโหยหาพี่สาวแบบในอดีต ทำให้โต้งพยายามที่จะหาคนที่เข้ามาทดแทนความรู้สึกเหงาในตรงนี้ และมิวก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงพอที่จะทำให้โต้งปกป้องและดูแลได้นั่นเอง[5]  

      โครงเรื่องและเนื้อหาเรื่องนี้ลงลึกไปถึงสัมพันธภาพของครอบครัว ผมคิดว่าพ่อแม่ลูกควรจูงมือกันดูหนังเรื่องนี้อาจจะได้คำตอบให้กลับมานั่งขบคิดกันมากมายและเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองมากขึ้น ในทางสังคมวิทยาเกี่ยวกับเรื่องสถาบันครอบครัว การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อาทิ ลูกจำเป็นจะต้องคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจเรียน พ่อจะต้องเป็นเสาหลักของบ้าน ส่วนแม่จะต้องคอยอบรมสั่งสอนลูกและคอยดูแลงานภายในบ้านเรือน[6] หากทว่าถ้าความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่สามารถดำรงไปตามค่านิยมแล้วจะเกิดปัญหาครอบครัวตามมาอย่างที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า พ่อมิสามารถปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ทำให้แม่จะต้องทำหน้าที่เป็นทั้งสองฝ่ายซึ่งอาจมีเวลาดูแลลูกได้ไม่เต็มที่ ขาดการเติมให้เต็มในการเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของเพศตนเองตามสถานภาพและบทบาทที่พึงกระทำ ทำให้เกิดปมปัญหาในการปรับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้[7] โต้งเองขาดการเรียนรู้บทบาทของตนเองที่พ่อพึงจะต้องสอนในกระบวนการขัดเกลาทางวัฒนธรรม(socailization)ตามอย่างที่สังคมคาดหวัง  

     การใช้เพลงถักทอเรียงร้อยความรู้สึกซึ่งถือว่านี่คือเสน่ห์และความโรแมนติคของเรื่อง การประกอบสร้างโดยถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านความรู้สึกออกมาเป็นเสียงทำนองและคำร้องที่กินใจทำให้ผมรู้สึกว่าผู้สร้างฉลาดที่จะใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องเพื่อเติมความสมบูรณ์ให้เนื้อหามีความน่าสนใจ ฉากหนึ่งที่อาม่าเล่าให้มิวฟังว่า อากงชอบเล่นเพลงนี้ให้อาม่าฟังเพราะมันเป็นเพลงที่สื่อถึงความรู้สึกที่มีต่ออาม่าได้ดี จนทำให้มิวเองรู้สึกว่าหากเรารักใครซักคน(ที่ไม่ใช่ความใคร่)แล้ว การถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นเพลงจึงเป็นวิธีการถายทอดที่บ่งบอกอัตลักษณ์ มโนทัศน์ และบุกลิกภาพของผู้แต่งได้เป็นอย่างดี ผมจึงสามารถเข้าใจถึงวิธีการเชื่อมร้อยสองสิ่งเข้าด้วยกัน เพลงจึงเปรียบเสมือนสารที่ผู้ส่งพยายามจะสื่อให้ผู้รับเข้าใจอัตมโนทัศน์ที่อยู่ห้วงจังหวะลึกๆภายในใจให้ผู้รับสารได้ยินอย่างที่มิวได้แสดงให้โต้งเห็นในวันงานเลี้ยงที่บ้านโต้งและงานที่สยามสแควร์ อย่างที่ใครๆชอบเรียกว่าเพลงคือภาษาของหัวใจ นั่นเองครับ

      แนวคิดเรื่องครอบครัวที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดหักเหเรื่องนี้คือ ความอบอุ่นและความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญ ในมุมมองทางมานุษยวิทยาแล้วหากเราไม่เข้าใจถึงความเป็นคนในและตัวตน( Emic view)แล้ว เราจะมีอคติจนทำให้เกิดความหลงผิดในปัญหานั้นๆได้ จนนำมาสู่ปัญหาครอบครัวและการล่มสลายของหน่วยสถาบันปฐมภูมิแห่งนี้ ปัญหาที่แม่เองไม่สามารถเข้าใจโต้งได้ โดยคิดในมุมมองแบบ ผู้ใหญ่มอง ตัดสินปัญหาแบบ จัดการเบ็ดเสร็จ จนลืมมองไปว่าครอบครัวต้องการอะไร ลูกต้องการอะไร หรือลูกรู้สึกอย่างไร ดังนั้นในท้ายเรื่องที่ผู้สร้างพยายามคลายปมปัญหาโดยการให้แม่พิจารณาอดีตที่ผิดพลาดของตน และผ่อนคลายโดยเข้าใจโต้งมากขึ้นปํญหาทุกอย่างก็จะสามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีได้ แต่ผมเข้าใจครับว่าสังคมไทยผู้ใหญ่แบบจารีตประเพณีนิยม อาจจะทำใจลำบากซักนิดนึง หัวอกคนเป็นแม่คงจะทุกข์ยิ่งกว่าลูก เพราะตัวละครแม่นี้เป็นผู้รับความทุกข์ของทุกคนในบ้าน นี่แหละครับปรัชญาทางมานุษยวิทยาในหนังเรื่องนี้ ต้องเข้าใจในบทบาทในบริบทที่ถูกประกอบสร้างตัวละครให้มีการดำเนินเรื่องมาจนมีบุกลิกภาพและพฤติกรรมแบบนี้ หากเรารู้จักที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็จะสามารถลดอคติและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้โดยลุล่วงด้วยดี 

 วาทกรรมและวิวาทะว่าด้วย ความรักในนิยามแห่ง ปริมณฑล สยาม  

     ความรักในภาพยนตร์ดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องในมิติที่ต่างกันไป ตอนแรกผมคิดว่าคงเป็นหนังรักๆใคร่ทั่วไปของหนุ่มสาวทั่วๆไป แต่ที่ไหนได้ครับ หนังเรื่องนี้ชี้ให้ผมเห็นว่าความรักประกอบสร้างในลักษณะหลายหลายรูปแบบและวิธีการ   วาทกรรมความรักในเรื่อง รักแห่งสยาม จึงมิได้จำแนกว่าจะต้องหญิงรักชาย แต่มันหมายถึงความรักที่ครอบครัวมีให้กัน ความรักระหว่างเพื่อนที่พยายามสร้างความเข้าใจต่อกัน ความรู้สึกห่วงหาอาทร ความปรารถนาดี และที่สำคัญหนังเรื่องนี้กล้าที่จะนำเสนอความรักแบบ นอกกระแสหลัก อย่างชายรักชาย? โดยนำเสนอในทิศทางที่มิใช่ทางเสน่ห์หา(Erotic)หรือความใคร่แต่ยังใด ดังนั้งจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความรักกับความใคร่มันคนละเรื่อง ซึ่งอาจจะแตกต่างกับภาพยนร์เรื่องอื่นที่พยายามนำเสนอให้เป็นคนละเรื่องเดียวกัน และการประกอบสร้างความรักแบบ ชายรักชาย อาจถูกเบียดขับให้เป็นความรักแบบชายขอบ เพราะโต้งและมิวยังรู้สึกสับสนกับความรักของตนเอง ในขณะที่แม่และเพื่อนๆของโต้งมิวมองความรักแบบน้ว่าเป็นเรื่องที่ประหลาด ไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสังคมมีอำนาจที่จะควบคุมความรู้สึกของทั้งมิวและโต้งให้เป็นไปตามกระแส สังคม เกย์ จึงเป็นวาทกรรมที่ทั้งคู่รู้สึกหวาดกลัวและหลีกหนีออกจากมันเพราะมันการการตรีตราให้ปัจเจกถูกจำแนกไปในทิศทางที่ผิดแผกไปจากสังคม[8] ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่มีให้กันนั้นเท่ากับเพื่อนหรือมากกว่านั้นก็ตาม เนื้อหาในภาพยนตร์จึงสะท้อนถึงพื้นที่เกย์ กับการยอมรับในสังคมไทยว่ายังมีขอบเขตที่จำกัดอยู่ดี เพราะตอนท้ายโต้งเองก็บอกกับมิวว่าเราเป็นแฟนกันไม่ได้ แต่เราก็ยังรักกัน การแสดงความรักระหว่างชายรักชาย ในปริมณฑลสาธารณะจึงมีพื้นที่แบบ ลึกลับ ปกปิด ซ่อนเร้น ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับในสังคม[9]ซึ่งแตกต่างกับ หญิงรักหญิงในสังคมไทย ยังคงเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า นี่คือข้อสังเกตที่น่าสนใจหนึ่งที่ผมได้ตั้งไว้จากหนังเรื่องนี้   นอกจากนี้ การให้ การเสียสละและศรัทธายังถูกเชื่อมร้อยให้เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงในหนังเรื่องนี้อีกด้วย ความรักที่จูนมีให้กับครอบครัวของโต้งทำให้จูนเองรู้สึกผูกพันธ์แม้ว่าจะมิได้เป็นสมาชิกในครอบครัวจริงๆ หรือความรักที่หญิงมีให้กับมิว แม้ว่าหญิงเองจะผิดหวังที่มิวมิอาจให้ความรักอย่างที่หญิงปรารถนาได้ แต่หญิงก็ได้แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีความปรารถนาดีและให้สิ่งที่ดีที่สุด พยายามช่วยเหลือให้กำลังใจและอยากให้มิวสมหวังแม้ว่าตนเองจะเจ็บปวดและยังทำใจมิได้ ก็ตามแต่ก็พร้อมและเต็มใจที่จะทำ แม้จะรู้ว่าเป็นได้แค่เพื่อนก็ตาม ด้วยความเชื่อหรือที่เรียกว่า พลังแห่งรัก นั่นเอง การประกอบสร้างเนื้อหาแบบนี้จึงถุกเรียกได้ว่า รักโดยปราศจากเงื่อนไข ก้าวพ้นพื้นที่รักแบบแสดงความเป็นเจ้าของและครอบครองไปโดยปริยาย ผมคิดว่าหากใครยังตกอยู่ในวังวนแห่งมายาคติเรื่องความรักที่เต็มไปด้วยความใคร่ และความเป็นเจ้าของแบบยึดติดในรูปแบบเดิม ต้องดูหนังเรื่องนี้อาจจะทำให้เกิดแง่มุมและมีทัศนคติใหม่ ผมจึงรู้สึกได้ว่าหนังเรื่องนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยรักแบบสร้างสรรค์มากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมได้สัมผัสและประจักษ์ด้วยตา ปรัชญาความรักจึงสอดคล้องกับแนวคิดแบบพุทธที่มิควรยึดติดตามหลักไตรลักษณ์และควรเดินทางสายกลางอย่างที่จูนได้ให้ข้อคิดกับแม่โต้ง หากรักมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ต้องรู้จักผ่อนและมีจังหวะให้เป็นไปอย่างสมดุลย์จึงจะประครองรักและมีความสุข แม่จึงเข้าใจที่จะวางท่าทีต่อครอบครัวและลูกใหม่ ลดความตึงเครียดในอดีตลงจนทำให้ครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้งแม้จะรู้ว่าไม่จะมีแตงในครอบครัวอีกแล้ว 

สังคมวิทยาว่าด้วยเรื่องของ วัยรุ่น ในแบบฉบับ รักแห่งสยาม

      ภาพลักษณ์วัยรุ่นตัวละครในภาพยนตร์สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในแบบชีวิตเด็กเมืองทั่วไป โลกของวัยรุ่นจึงเต็มไปด้วยการต่อรองเชิงอำนาจระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก ที่แตกต่างกันในอัตมโนทัศน์ ชีวิตตัวละครที่ สยาม จึงเต็มไปด้วยอัตลักษณ์ของวัยรุ่นทั้งในด้านการแต่งกาย พฤติกรรม รูปแบบวิถีชีวิตในอีกโลกหนึ่ง และยังถูกถักทอเชื่อมร้อยด้วยพืนที่แห่งการนิยาม ความรัก  สยาม ในหนัง จึงหมายถึงพื้นที่ของเด็กชนชั้นกลางใช้เป็นพื้นที่พบปะรวมถึงการแสดงออกทางสังคมกิจกรรมที่นอกเหนือจากการเที่ยว ตัวละครในเรื่องจึงถุกหยิบยกนำเสนอในภาพลักษณ์ของเด็กชนชั้นกลางในวิถีชีวิตเขตเมือง อยู่ในโรงเรียนชั้นดี มีฐานะและเพื่อนลักษณะและความชอบแบบเดียวกันอาทิ คือ ต้องกินไอครีมกับแฟน ต้องเดินเล่นที่เซ็นเตอร์พอยต์ เที่ยวกินดื่มกับเพื่อนๆในห้อง เล่นดนตรีและเรียนพิเศษ ซึ่งอาจจะต่างกับเด็กต่างจังหวัดที่ผมเคยสัมผัส ในแง่ของกิจกรรมทางสังคม อาทิ เดินเล่นตามทุ่งนา จับแมงดามาทำกับข้าว    พาแฟนไปเที่ยวริมบึง ไปนั่งทานส้มตำที่เพิงหลังโรงเรียน  ผู้กำกับถ่ายได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต(life style)ในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี ผมเองเคยมีโอกาสเข้าไปแนะแนวยังโรงเรียนคริสต์(ชาย) พอมาชมหนังเรื่องนี้ก็รู้สึกว่า การแต่งกาย(เสื้อยาวๆ กางเกงสั้นๆ ฟิตๆตัดผมสั้นๆแนวๆหรือสกินเฮด) วิถีชิวิตแบบ(เดินสยามกับแฟน ไปเล่นดนตรีหรือนัดเดทเพื่อนต่างโรงเรียน)และคำพุดในตัวละครมันใช่เลย เป็นอย่างที่หนังได้สื่อออกมาบนจอ จนทำให้ผมแอบชมว่าผู้กำกับใส่ใจกับรายละเอียดถ่ายทอดออกมาได้สมบูรณ์มาก เรียกได้ว่าเก็บทุกเม็ด สร้างอรรถรสในการชมและมีอารมร์ร่วม และความรู้สึก เน้นความสมจริงของเนื้อหาได้อย่างดีทีเดียว

     หนังเรื่องนี้ได้พยายามนำเสนอคือ ความเป็นวิถีชีวิตวัยรุ่น ซึ่งถูกจัดวางอัตลักษณ์ของตนเองให้อยู่ในโลกจิตนาการโดยปราศจากกฏเหล็กที่ผู้ใหญ่ตั้งไว้ หรือกรอบบรรทัดฐานอันตึงเครียดในสังคม จากการที่ผมมีโอกาสเข้าไปศึกษาวัฒนธรรมวัยรุ่น(กลุ่มเด็กมัธยม)ทำให้ผมชื่นชอบและขอชมว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่แสดงวิถีชิวิตเด็กมัธยม(sub culture)กับความเป็นจริงในสังคม ภาพสะท้อนในหนังจึงใกล้เคียงกับสนามวิจัยที่ผมได้ทำการศึกษา แม้ว่าอาจจะต่างกันในบางเรื่องแต่ก็คล้ายกันในบางจุดอาทิ ภาพที่เด็กสูบบุหรี่กินเหล้าในหนังนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการระบายออกจากสภาวะที่สังคมกดดันและ ความตึงเครียดในชีวิตรอบวัน เด็กบางกลุ่มจึงพยายามที่จะมานั่งระบายเรื่องราว โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์สูกันฟัง ในทางมานุษยวิทยาเรียกว่า การก่อกบฎทางสังคม[10] สิ่งเหล่านี้ผมก็พบเห็นบ่อยครั้งจนชินตา แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าสิ่งที่ทำเหล่านั้นไม่ดี แต่มันก็เป็นวิถีทางชั่วคราวที่ลดภาระอันหนักอึ้งจากความคาดหวังให้พวกเขาเดินอย่างมีระเบียบและเป็นเส้นตรง เด้กๆมักอยากจะทำในสิ่งที่กลุ่มยอมรับ ทำแล้วมีอิสระ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นอำนาจเชิงต่อรองทางอุดมการณ์ความคิดที่หักล้างกับผู้ใหญ่ ดังนั้นในสายตาผู้ใหญ่ที่อาจจะมองว่าเขาเหลวแหลกนั้นเป็นการมองเชิงเดี่ยวที่ตีตราว่าเด็กกลุ่มนี้ทำตัวไม่ดี หากยังมิได้มองถึงมโนทัศน์ส่วนลึกและความเข้าใจในมุมของเด็กนั่นเอง 

แนวคิดเรื่องgender(เพศวิถี)ผ่านเนื้อหาตัวละครบนจอเงิน 

     ประเด็นสำคัญที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่สามารถตีโจทย์เพศวิถีหรือที่รู้จักกันในแนวคิดเรื่องGender ผ่านตัวละครในเนื้อเรื่องชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างค่านิยมในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งที่เรื่องรักแห่งสยาม และ เพื่อนกูรักมึว่ะ มีความคล้ายคลึงกันนั่นก็คือพยายามเสนอเรื่องความรักระหว่างเพศเดียวกัน(ชายรักชาย)ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ปมปัญหาตัวละครคือความรู้สึกผิดที่นเองกำลังสับสนในความรัก โต้งรู้สึกแปรปวนเมื่อถูกทักว่าเป็นเกย์ ส่วนมิวเองรู้สึกว่า ชายรักชายเป็นเรื่องที่อมรับได้ยาก สังคมยังไม่เข้าใจ การดำเนินเรื่องของตัวละครจึงเป็นไปในทางลักษณะปกปิด ความรู้สึกและแอบซ่อนความคิดส่วนลึกไว้ในใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้คือ การชี้ให้เห็นถึงบริบทแวดล้อมที่ดำเนินเรื่องให้ตัวละครเป็นไปในทิศทางแบบนี้ มีจุดเริ่ม จุดเปลี่ยน และจุดยืน บริบททางสังคมจึงเป็นตัวกำหนดปัจเจกให้เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง หนังเรื่องนี้จึงมีจุดเด่นระหว่างวิวาทะเรื่อง รัก่ร่วมเพศผิดไหม?ในสังคมไทย กับ พื้นที่ทางสังคมยอมรับไหม?ในสังคมไทย ซึ่งสอดคล้องกับงานเขียนของนักวิชาการหลายคนที่ให้ความคิดเห็นว่าสังคมเกย์ยังมีลักษณะแอบซ่อน ปิดบังมิสามารถเปิดเผยได้ อันมีนัยยะถึงพื้นที่ เกย์ ในปริมณฑล ประเทศไทย ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ผมเลยตั้งคำถามปลายเปิดว่า หากมีผู้ชายคู่หนึ่งคบกันเป็นแฟนแล้วไปเดินเซ็นเตอร์พอยท์ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะคิดอย่างไร? การจัดวางให้ตัวละครอย่างมิวกับโต้งถูกมองเป็นสิ่งผิดปรกติหรือความประหลาดจึงมีลักษณะกรณีนี้ตามศัพท์ทางสังคมวิทยาว่าDeviant Behavior(พฤติกรรมเบี่ยงเบนบรรทัดฐานทางสังคม) กรณีดังกล่าวจะทำให้ปัจเจกรู้สึกกดดันจากความคาดหวังและตกอยู่ในสภาวะความตึงเครียดที่ต้องธำรงอัตลักษณ์และมีพฤติการณ์ให้เป็นไปอย่างที่สังคมต้องการ  ซึ่งหมายถึง ความเป็นชายต้องรักหญิง ชายรักชายเป้นสิ่งที่ผิดปรกติและไม่อาจยอมรับได้   อันที่จริงเพศสภาวะ คือการเลือกที่จะธำรงบทบาททางเพศตามหัวใจมากกว่าที่จะเป็นอย่างสังคมคาดหวัง เรียกง่ายๆคือเลือกที่จะเป็น เช่นร่างเป็นชายอาจชอบผู้ชายก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเป็นตุ๊ดหรือกระเทยแต่อย่างใด หรือชายแต่ใจอยากเป็นหญิง รสนิยมทางเพศในแนวคิดเสรีแบบสตรีนิยมคือธรรมชาติไม่ได้ป็นตัวกำหนด แต่บุกลิกภาพและการเลือกธำรงพฤติกรรมหรือความชอบทางเพศเป็นไปตามความพึงพอใจและสามารถกำหนดขึ้นมาได้เอง  

ปัจฉิมกถา 

     หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยดูมา ทั้งเรื่องการใส่symbolic  ของหนังน่าสนใจคือมีการแสดงความหมายแฝงที่ออกมาผ่านการดำเนินเรื่องอาทิ เรื่องผึ้งพยายามรักษาชีวิตโดยพยายามใต่ออกจากแก้วน้ำหวาน ซึ่งนัยยะแฝงให้ตัวละครผู้เป็นพ่อได้คิด และทบทวนบทบาทของตนเอง หรือฉากที่แม่แต่งต้นคริสมาสต์โดยที่โต้งก็มาช่วยนำตุ๊กตามาประดับ และถามแม่ว่าจะติดตรงไหนดี แม่เลยตอบว่าลูกก็เลือกเอาละกันว่าอันไหนดีที่สุด โต้งเลยเลือกตุ๊กตาผู้ชายแทนการเลือกตุ๊กตาผู้หญิง นอกจากนั้นหนังเรื่องนี้มีความชัดเจนในเรื่องของการประกอบสร้างตัวละคร ปริบทสังคมแวดล้อม ใช้ตรรกะรองรับในลักษณะที่สมเหตุสมผล มีปรัชญาทิ้งไว้เป็นคำถามปลายเปิดให้คิด วัยรุ่นและครอบครัวไม่ควรพลาดหากได้ไปดูพร้อมหน้าผมคิดว่าจะทำให้เข้าใจตัวตนของวัยรุ่นได้อย่างถ่องแท้ เพราะแก่นหนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงสัมพันธภาพของความรักในครอบครัว ความเข้าใจในตัวลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี ผมคิดว่า รักแห่งสยามคือของขวัญที่น่าประทับใจที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับคอหนังไทย ในแง่เนื้อหาสาระและวิธีคิดดีดี ผมเชื่อว่าผู้สร้างทำการบ้านมาดี และตั้งใจทำงานเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้นิยามรักแห่งสยามสมบูรณ์ในตัวของมันสร้างความอิ่มเอมใจให้กับทุกคน

ปล.

ผมได้เขียนบทความนี้จากความรู้สึกที่มีต่อหนังในแนวคิดทางมานุษยวิทยา ขออย่าได้ถือสาหาความ เพราะอาจมีผู้อื่นคิดต่างกับผมและอาจไม่เห็นด้วยในสิ่งที่นำเสนอ จึงขอน้อมรับความผิดพลาดทุกประการ

ผู้เขียนมีเวลาน้อยสำหรับงานชิ้นนี้จึงไม่สามารถตรวจทานได้อย่างถี่ถ้วนจึงพบข้อผิดพลาดมากมาย ขออภัยมา ณ ที่นี้

                 ผมเชื่อว่าหากใครได้ไปดูจะพบว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเนื้อหาที่อิ่มเอมใจตอบรับกับช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน



[1] หาอ่านเพิ่มเติมได้ใน ประวัติศาสตร์เกย์ในสยามประเทศที่มาของคำเรียกเกย์กระเทยในปริบทสังคมไทย ทางบทความออนไลน์ในวิชาการดอทคอม ซึ่งได้นำเสนอที่มาและคำนิยามเกย์ในแต่ละประเภท
[2] หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เพื่อน กูรักมีงว่ะมหากาพย์เกย์รักร่วมเพศ: ถอดรหัสนาฏลักษณืตัวละครในมิติทางสังคมศาสตร์ซึ่งได้เขียนบทวิจารณ์ไว้เช่นเดียวกันในวิชาการดอทคอม
[3] คำบรรยายในรายวิชา Family relationship อาจารย์ปรารถนา   จันทรพันธุ์ อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
[4]เป็นแนวคิดเรื่องจิตวิเคราะห์ที่ศึกษาสัมพันธภาพในครอบครัว
[5] เป็นแนวคิดเรื่องจิตวิเคราะห์กับเรื่องพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่เน้นย้ำถึงปมต่างๆอันเป็นเงื่อนงำจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน
[6] แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของแนนซี่ เชอรโรโดว นักมานุษยวิทยาศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวกับบทบาททางเพศที่สังคมคาดหวัง โดยอธิบายตามวิถีชิวิตแบบสังคมเมืองที่ได้ทำการศึกษา หาอ่านได้ใน เพศและวัฒนธรรม รศ.ปรานี   วงษ์เทศ 
[7]เป็นแนวคิดเรื่องจิตวิเคราะห์ กับการเรียนรู้ถึงบทบาทครอบครัวของสมาชิก 
[8] คำอธิบายรายวิชาพฤติกรรมเบี่ยงเบนและการควบคุมทางสังคม อาจารย์ปรารถนา   จันทรุพันธุ์ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 
[9] การนำเสนอแนวคิด เกี่ยวกับคำศัพท์เกย์และนัยยะทางสังคมไว้น่าสนใจสามารถหาอ่านได้ในเรื่องนิธิ   เอียวศรีวงศ์ว่าด้วยเรื่องเพศ
[10] กบฏทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ปรับมาจากการทำผิดกฏในสังคมเพื่อผ่อนคลายบรรทัดฐานที่ตึงเครียดและเต็มไปด้วยกฏเหล็กข้อห้ามต่างๆจึงได้กระทำในสิ่งที่ตรงข้าม กับสิ่งที่สังคมคาดหวัง
Posted by : ส่องสร้างสังคม
เวลา : 21:30
จำนวนผู้อ่าน : 3643 คน
Url เรื่องนี้คือ : http://learning.eduzones.com/chonlathep/1556
print พิมพ์หน้านี้  favorite ชอบเรื่องนี้  comment อ่านความคิดเห็น (2)  respond แสดงความคิดเห็น
 

แสดงความคิดเห็น








ขนาดไม่เกิน 300KB

Verify Image
ถ้ารูปที่เห็นไม่ชัดเจนคลิกที่นี่
 
My Story
+ จดหมายเปิดผนึกถึง “พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” ฉบับ นักศึกษา
+ ถอดรหัสวัฒนธรรม “เกาหลี” มโนทัศน์ ค่านิยม อุดมการณ์ทางสังคม นัยยะซ้อนผ่านละครซีรีส์
+ “รับน้อง(โหด)” ประเพณีโฉดฉบับ” อัปรีย์ชน” แห่งกรุงสยาม
+ “สังคมวิทยา”ศาสตร์แห่งการศึกษาสังคม : สังเคราะห์ผ่านประสบการณ์ภาคสนามสู่การสร้างความรู้ภาคทฤษฎี
+ ใครเป็นนักกิจกรรมยกมือขึ้น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับypd เพื่อทำงานด้านสังคมกับเรา(ขอคุณกล้าและชอบความท้าทาย)
+ กลุ่มypd สุดยอดแห่งงานด้านประชาสังคม(socail democracy)รับสมัครสมาชิกใหม่เพื่อเป็นหนุ่มสาวที่ทำงานด้านประชาสังคมปี2551
+ รับสมัครสมาชิกYPD เพื่อเข้าค่าย อบรม และทำงานภาคประชาสังคม ใครสนใจการเมืองไม่ควรพลาด รับรองจะติดใจ
+ คำนิยม “รักแห่งสยาม” รางวัลสุพรรณหงษ์สุดยอดภาพยนตร์แห่งปี 2550
+ คำอัตวินิจฉัย การเลือกตั้งปี 50 “ประชาชน” “ประชาธิปไตย” “การเมืองไทย” หลังอำนาจรัฐประหาร
+ “รักแห่งสยาม” (เปิดตำนานรักฉบับสีม่วง)บทวิพากษ์หนัง ในมิติทางสังคมวิทยา
+ รักแห่งสยาม (เปิดตำนานรักฉบับสีม่วง)บทวิพากษ์หนัง ในมิติทางสังคมวิทยา
+ เพื่อน“กูรักมึงว่ะ” มหากาพย์ เกย์ บนจอเงิน :ถอดรหัสเนื้อหาและนาฏลักษณ์ตัวละคร ในมิติทางสังคมศาสตร์
+ Sex and the city: การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์เยาวชนในบริบทแห่งนคราภิวัฒน์
+ ประวัติศาสตร์ เกย์ ในสยามประเทศ : ที่มาของคำเรียกเกย์ กะเทย ในบริบทสังคมไทย
+ ว่าด้วย ภิกษุสันดานกา ความจริงในสังคมที่มิควรเปิดเผย?
+ เพื่อน “กูรักมึงว่ะ” มหากาพย์ เกย์ บนจอเงิน :ถอดรหัสเนื้อหาและนาฏลักษณ์ตัวละคร ในมิติทางสังคมศาสตร์
 
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
<ก่อนหน้า ถัดไป>
1

Education Search ค้นหาข้อมูลด้านการศึกษาจากทั่วโลก
eduzones logo

นำบทความเราไปใส่ในเว็บคุณ java feed text link

คำค้นหายอดนิยม : เกมส์ , ฟังเพลง , สงกรานต์ , ภาวะโลกร้อน , ปักกิ่ง 2008 โอลิมปิก , olympic , สอบตรง , รับตรง , วันแม่ , มหาวิทยาลัย , ศึกษาต่อ , แนะแนว , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ
โซนยอดนิยม : ข่าว , เส้นทาง , ความรู้ , ชุมชน , ทุนการศึกษา , นานาชาติ , โครงการ
โปรแกรมยอดนิยม : ค้นหาตัวเอง , อาชีพไหนที่ใช่เรา , ค้นหามหาวิทยาลัย , ทำข้อสอบออนไลน์ , ดาวน์โหลดข้อสอบ , ประเมินโอกาส Admission ติด
ข่าวการศึกษา : ข่าว Admission
เส้นทาง : ปรึกษาคณาจารย์
ความรู้ : บทความ
ชุมชน : พี่แนะนำน้อง
โครงการ : Eduzones Expo 2008 , โค้งสุดท้าย Admissions
บริการ : SMS ข่าวการศึกษาฟรี , ทุนการศึกการ , นิตยสารการศึกษา , ฟังวิทยุออนไลน์ , สินค้าการศึกษา
ติดต่อ : เกี่ยวกับ Eduzones , ติดต่อ Eduzones
พันธมิตร : Kapook.com , Narak.com , รับทำเว็บไซต์ , Factory , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ภาพเคลื่อนไหว , เกมส์.com , เว็บไซต์ที่น่าสนใจ อื่นๆ

Copyright @2007 Eduzones All rights reserved.
The Most Popular Education Site in Thailand
The Best Education/Community Service Site : The Nation Thailand Web Award 2000
The Most Visited Educational Site : Truehit.net Web Award 2004 , 2005