วัฒนธรรมสากล

การผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกันระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนาวัฒนธรรมสากล เพราะมีความจำเป็นในการศึกษาเปรียบเทียบ และปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณีให้เหมาะสมแก่การยอมรับเชื่อถือของนานาอารยประเทศ นอกจากนั้นการผูกไมตรีที่ดีต่อกันด้วยการไปมาหาสู่ยังเป็นการเผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสร้างสายสัมพันธ์ให้กระชับแน่นด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันสามารถผ่อนคลายปัญหาความไม่เข้าใจ ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ให้กลับเป็นเรื่องเล็ก และกลายเป็นไมตรีที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในที่สุดวิถีแห่งการสร้างไมตรีนี้จึงเป็นหนทางการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติ และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่การพัฒนาวัฒนธรรมสากลอีกด้านหนึ่งอย่างเด่นชัด
 
     ด้วยเหตุนี้ในช่วงระยะเวลา 8 ปี คือระหว่าง พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2510 จึงเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เพื่อปฏิบัติพระราชภารกิจทางต่างประเทศ เพื่อการพัฒนาวัฒนธรรมสากลโดยการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย สหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และออสเตรเลีย รวมทั้งสิ้น 23 ประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆนั้น พระองค์ได้ทรงทำหน้าที่แทนประชาชนชาวไทยเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ทรงศึกษาความก้าวหน้าของวิทยาการโลก และทรงทำหน้าที่เผยแพร่วัฒนธรรมขอชาติ พระราชภารกิจนั้นหนักแทบจะไม่ทรงมีเวลาพักผ่อนพระวรกาย เพื่อนำผลประโยชน์และความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศแต่ละครา ล้วนสร้างความประทับใจและเป็นที่กล่าวขานถึในพระบารมีจนเลื่องลือขจรไกล ด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามสง่าของทั้งสองพระองค์ โดยเฉพาะพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังเหตุการณ์ตอนหนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเล่าถึงตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสัมภาษณ์แก่นักหนังสือพิมพ์ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่วุ่นวาย ดุร้าย มากกว่าหนังสือพิมพ์ในรัฐใดๆ มีความตอนหนึ่งว่า " รั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกให้นักหนังสือพิมพ์เฝ้า ข้าพเจ้ายังจำได้ไม่มีวันลืมว่า ข้าพเจ้านั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ข้างที่ประทับ มือเย็นเฉียบด้วยความกลัวเครื่องขยายเสียง เครื่องอัดเสียงเต็มไปหมด ไฟฉายตั้งส่องมาสว่างจ้าจนตาพร่า ทั้งมีแสงว้อบแว้บๆ อยู่ไม่ขาดระยะ ผู้คนช่างมากันมากมายเหลือเกิน นัยน์ตาทุกคู่จ้องเป๋งมาที่เราทั้งสอง เขาทั้งถ่ายรูป ถ่ายหนัง ถ่ายโทรทัศน์ ทั้งถวายสัมภาษณ์พร้อมกันไปหมด ข้าพเจ้าได้แต่นั่งภาวนาขออย่าให้ใครมายุ่งกับตัวข้าพเจ้าเลย ซึ่งก็นับว่าโชคดีพอใช้ เขาไม่ค่อยยุ่งด้วยเท่าไรนักดอก นอกจากฉายไฟส่องหน้าและถ่ายรูปถ่ายหนัง แล้วเขาต่างก็เข้าไปรุมซักไซร้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ พอทรงตอบคนนั้นเสร็จ คนนี้ก็ถาม พอคนนี้เสร็จคนโน้นก็เริ่มถามอีกวนเวียนกันไปเรื่อยๆ เป็นเวลาตั้ง 40 นาทีเต็มๆ ที่ท่านถูกนักหนังสือพิมพ์อเมริกันรุม ดูๆแล้วก็คล้ายกับการซักซ้อมจำเลยมากกว่าการถวายสัมภาษณ์ในที่สุดการเสด็จออกให้นักหนังสือพิมพ์เข้าเฝ้าเป็นครั้งแรกในชีวิตของเราทั้งสองก็สิ้นสุดลง ข้าพเจ้าแอบถอนใจยาวด้วยความโล่งอก เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อเมริกันซึ่งมาประจำเราอยู่ เข้ามาทูลถามพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวว่าทรงรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างทรงหนักพระทัยไหม รับสั่งตอบว่า ตอนแรกๆ ก็เป็นบ้าง เพราะยังไม่เคยมาก่อนเลย เขากลับชมเปาะว่าทรงเก่งมากสำหรับเป็นครั้งแรก ภาษาที่ทรงใช้ก็ไม่ใช่ภาษาของท่านเอง เขาไม่เห็นทรงมีท่าทางสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขาเคยติดตามคนสำคัญของประเทศต่างๆมาหลายรายแล้ว โดยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ หลายครั้งที่เขาได้เห็นคนสำคัญออกให้นักหนังสือพิมพ์สัมภาษณ์แบบนี้ บางคนเหงื่อแตกท่วมตัว บางคนก็ติดอ่างจนพูดจาไม่รู้เรื่อง เสียบุคลิกลักษณะหมด ครั้นออกมาในโทรทัศน์แทนที่คนดูจะเห็นใจกลับหัวเราะเยาะหาว่า ไม่ได้ความเสียอีกก็มี…"

     การพระราชทานสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการครั้งนั้นมีเนื้อความโดยสังเขปว่า การที่เสด็จฯมาพบนักหนังสือพิมพ์ครั้งนี้เป็นการพบปะระหว่างเพื่อนฝูง เพราะต้องทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างมวลชนของโลก พระองค์เสด็จฯมาเพื่อนำมิตรภาพและสันถวไมตรีของชาวไทยมาให้กับชาวอเมริกันและประชาชนแห่งสหรัฐก็ได้แสดงมิตรภาพและความปรารถนาดีให้พระองค์นำสันถวไมตรีของชาวอเมริกันกลับไปเช่นกัน 

     กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานในงานพิธีต่างๆนั้น แสดงถึงความมีพระราชอัจฉริยภาพอย่างสูง กระแสพระราชดำรัสมีเนื้อหาสาระที่เข้ากับเหตุการณ์ โน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้มีความคิดความรู้สึกส